ดุลพินิจในการตัดสินคดีต้องตรวจสอบได้ด้วย “หน่วยข่าวกรอง”
ถ้าผพษ.ตัดสินคดีผิดพลาดภาษาเขาว่าคลาดเคลื่ยน จะต้องรับผิดหรือไม่ ถ้า ไม่เพราะก.ม ให้ความคุ้มครองไว้ว่า “เป็นดุลพินิจที่ไม่อาจก้าวล่วงได้” จะเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการทุจริตรับเงินวิ่งเต้นคดีได้หรือไม่
เพราะอาจไม่เจอใบเสร็จ แต่ความจริง มันอาจจะปรากฎไว้ในเนื้อหาคำตัดสิน เป็นไปได้หรือไม่
และเมื่อเอาผิดยากเพราะเป็นเรื่องของ “ดุลพินิจ”แต่ดุลพินิจต้องชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริง จะมีการช่วยเหลือกันในการพิจารณาความผิดหรือไม่
ที่สำคัญ การใช้ดุลพินิจคลาดเคลื่ยนผิดพลาดตัดสินชะตากรรมผู้อื่นไปแล้ว หากผู้ได้รับผลกระทบจะฟ้องร้องศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ จะมีการเข้าข้างพวกเดียวกันหรือไม่
และหากเข้าข้างพวกเดียวกันแล้วผลคือผพษ.คนที่ถูกกล่าวหาสามารถฟ้องกลับข้อหา “หมิ่นประมาทศาล” เรียกร้องเป็นคดีอาญาแล้ว ยังเจอผลค่าเสียหายอีก
แต่หากไม่เจอการเข้าพวกเดียวกัน ศาลทุจริตฯเกิดสั่งให้ผพษ.ผิด (ฃึ่งยากมาก) จะเกิดอะไรขึ้น เคยมีคำตัดสินนี้หรือไม่ กรณีปชช.ยื่นฟ้องผพษ.ในคดี ตัดสินคลาดเคลื่ยนหรือผิดพลาด
นี่คือช่องทางทุจริตในการวิ่งเต้นคดี โดยมีกฎหมายตีตรารับรองให้
แต่ถ้ากฎหมายไม่ตีตรารับรองป้องกันไว้ให้ ผพษ.ก็จะทำงานลำบาก และเสี่ยงต่อการทำงานอย่างข้าราชการทั่วไป
ทำอย่างไรจึงจะทำให้ช่องทางทุจริตนี้ไม่เกิดขึ้น ต้องเริ่มจาก”การเขียนคำพิพากษา”ให้สดับรับฟังได้ครบทุกประเด็น และอ้างอิงข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมาย มิใช่”ตีหัวเข้าบ้าน” เพื่อจะได้จบคดีง่ายๆ รับเงินง่ายๆเพียง “กล้าทำ” เพราะไม่มีใครกล้าตรวจสอบ นั่นเอง
การตรวจสอบ”คำพิพากษาก่อนอ่านคำสั่ง” ควรต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาคัดกรอง ตรวจตรา ตรวจสอบ ให้ความสำคัญ จึงเป็นเรื่องที่น่าจะดีต่อองค์กรศาลยุติธรรม ที่จะป้องกันการทุจริตจาก “การออกคำสั่งที่ไม่สุจริตได้”ทางหนึ่ง
อย่างน้อยก็เป็นที่สกิดมิให้ผพษ.ที่คิดทำตัวนอกระเบียบได้ตระหนักว่า มิได้มีแค่รองอธิบดีที่ดูแลรับผิดชอบคนเดียวเท่านั้น แต่ยังมี “หน่วยกรองคำพิพากษาอีกหลายระดับจับตาเฝ้ามองดูอยู่”
อาจจะเพิ่มความเชื่อถือให้สังคม ศรัทธาได้ต่อไป และแน่นอนว่า อย่างน้อยยังมีการ “การกระตุกเส้นดาย”มิให้การทุจริตวิ่งเต้นมันบานปลายออกไป โดยเฉพาะระดับ ศาลชั้นต้น และศาลฎีกา ที่ต้องตรวจตรากันเป็นพิเศษ
พัชรินทร์ พันธวงศ์

ใส่ความเห็น