นโยบายประธานศาลฎีกาคนใหม่เป็นรูปธรรม “แตะต้องได้”ดีต่อใจปชช.
นโยบายประธานศาลฎีกาคนใหม่เป็นรูปธรรมดีต่อใจปชช.
นับแต่นาย อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา คนปัจจุบัน ( ตั้งแต่ 1 ตุลาคม2568 ) ได้วางนโยบายในการบริหารงานศาลชู 3 เสาหลัก: “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพและ พัฒนาศาล”
คิดว่าจะเลื่อนลอยอย่างที่ผ่านๆมา แต่กลับปรากฎการณ์เปลื่ยนแปลง “ทำจริง” ศาลเพื่อประชาชน
จะเห็นว่าความเปลื่ยนแปลงนั้นมีรูปธรรมชัดเจน ประชาชนสามารถเข้าถึงและแตะต้องศาลได้ด้วยการเปิดfacebook แต่ละศาล สื่อสารกับประชาชน และรับฟังความจากประชาชนฃึ่งแน่นอนว่าจะมีทั้งดีและเสีย พราะประชาชนจะนำสิ่งที่ได้รับ ไม่ว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดีออกมากระจายข่าวผ่านเพจได้
เป็นการเปิดศาลให้เข้าสู่สัญญาณ “แตะต้องได้” นับเป็นความกล้าหาญของท่านประธานศาลฎีกาท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง
การทำงานเชิงรุกของท่านประธานศาลฎีกาท่านนี้ เป็นการเปิดโลกทัศน์ของศาลและประชาชน “เพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง
แน่นอนว่า ทุกฝ่ายต้องปรับตัวเข้าหากัน โดยเฉพาะคนของศาลที่ประชาชนต่างส่ายหน้ากันมาอย่างช้านาน ต้องปรับปรุงกันอย่างหนัก และต้องทนรับความกดดันที่จะทำงานกันอย่าง “สบายเป็นเจ้าคุณมูลนาย”กันไม่ได้แล้ว การพูดจากับประชาชน การเอาที่ทำงานเป็นบ้านเป็นห้องครัวจะไม่สามารถทำกันเปิดเผยได้ เพราะจะมีสายตาประชาชนจับจ้องมองดูและนำไปเล่าขานผ่านเพจศาลไปสู่ผู้บริหาร ไม่เว้นแม้แต่ท่านผู้พิพากษาที่นั่งบนบัลลังก์อาจจะไม่สามารถใช้คำพูด “ไป ไป ไป” ได้อีก
ขณะเดียวกันประชาชนที่ไปติดต่อศาลก็อาจจะชมเชยต่อการบริหารงานศาลและทำหน้าที่ของผู้พิพากษาและข้าราชการในศาลออกมากล่าวชมเชยสร้างภาพพจน์ที่ดีให้แก่องค์กรเช่นกัน
นี่คือ การเปลื่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการเปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชนให้สามารถดำเนินคดีด้วยตนเอง นำร่องหนุนประชาชนสู้คดีโดยไม่ต้องจ้างทนายความของศาลแพ่งในวันนี้ได้ นับเป็นการสนับสนุนเชิงรุก “เพื่อประชาชน” ให้นโยบายท่านประธานศาลฎีกาท่านนี้ จับต้องได้มากยิ่งขึ้น
จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ตลอดจนถึงท่านอธิบดีศาลแพ่ง นาย ธานี สิงหนาท ฃึ่งแม้ในวันที่ผู้เขียนได้มีโอกาสถามท่านถึงนโยบายในการบริหารงานศาลแพ่งในวันมารับตำแหน่งยังมิได้มีนโยบายกำหนดไว้ก็ตามแต่วันนี้ถือว่าศาลแพ่งได้ปรับตัวสอดรับกับนโยบายท่านประธานศาลฎีกาได้เป็นอย่างดีสมกับนโยบายว่า คุณธรรมนำทางสร้างศรัทธาสำเร็จแล้วส่วนหนึ่ง
และจากการประชุมของบรรดาหน้าบัลลังก์ และข้าราชการในศาลแพ่ง ก็เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย พัฒนาคุณภาพ
แต่ส่วนสำคัญที่สุด คือ การพัฒนาคุณภาพของท่านผู้พิพากษา ที่ประชาชนล้วนเสื่อมศรัทธากันมานานจะพัฒนาได้อย่างไร
เสียงของประชาชนในเรื่องนี้จึงนำไปสู่ข้อมูลที่ยิ่งใหญ่ เมื่อผนวกรวมกันกับเสียงของท่านผู้พิพากษาที่ยังคงยืนหยัดกับการทำหน้าที่อย่างต้องด้วยจริยธรรมแล้ว ถือว่าจะเป็นการพัฒนาปรับปรุงภาพพจน์การทำงานของท่านผู้พิพากษาได้เข้าถึงประชาชนมาก ขึ้น
นั่นคือ การพิจารณาคดี อย่างเป็นกลาง ด้วยความรู้ความสามารถในการชั่งน้ำหนักของคู่ความทั้งสองฝ่ายในทุกประเด็นที่มี ด้วยการเขียนคำพิพากษาอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้
มิใช่จะหยิบเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ให้กับฝ่ายหนึ่งมาวินิจฉัย เสมือนเป็นทนายแก้ต่างให้อีกฝ่ายไปเสียทั้งหมด
เพราะนั่นคือการฟ้องภาพพจน์ในการพิจารณาคดีของท่านผู้พิพากษาได้อย่างชัดเจนที่สุดว่าทำหน้าที่ “เป็นกลาง”หรือไม่
หากนโยบายของท่านประธานศาลฎีกาที่ว่า “พัฒนาศาล” เพื่อประชาชน ขอได้โปรด เข้มงวดเรื่องการเขียนคำพิพากษา ให้อยู่ในหลักการเรียนการสอน ให้ถูกต้อง อย่างน้อยคู่ความอ่านแล้ว ฟังแล้ว การชั่งน้ำหนักในประเด็นต่อสู้อย่างเป็นกลางจะทำให้ประชาชนยอมรับได้แน่นอน แม้จะต้องอุทธรณ์ ฎีกา ก็ตาม แต่ในใจของคู่ความทั้งสองฝ่ายก็จะไม่ร้องยี้หรือเสื่อมศรัทธาอย่างในปัจจุบัน อันนำไปสู่การร้องเรียนต่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต) หรือสู่ท่านประธานศาลฎีกา
ฃึ่งประชาชนไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง เพราะนโยบายวางแนวว่า การจะร้องเรียนท่านผู้พิพากษาให้เข้าสู่ก.ต จะต้องเป็นประเด็นเรื่อง “ทุจริต”เท่านั้นจึงเป็นการตัดสิทธิของประชาชน ทั้งที่การตัดสินคดีของท่านผู้พิพากษา นั้น อาจจะใช้ดุลพินิจที่ขาดความรู้ความสามารถแล้วส่งผลให้ประชาชนเสียหายอย่างร้ายแรงได้ และเมื่อเสียหาย การอุทธรณ์ก็จะล้อกันไปตามความเสียหายนั้น หากท่านผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จะมีจริยธรรมจริงแท้ ประชาชนอาจจะได้รับความยุติธรรมกลับมา
แต่ที่ผ่านๆมาผู้เขียนได้รับฟังแต่เรื่องที่ต้องขอสนับสนุนให้ท่านประธานศาลฎีกา “พัฒนาศาล”เพื่อประชาชน ได้เป็นที่เคารพกันอย่างแท้จริงเสียที ใจของประชาชนจะได้มีที่เชื่อมั่น ศรัทธา ให้เกาะกุมมีความสุข มีความรัก ในการได้มีฃึ่งความยุติธรรมกันโดยไม่ต้องกระวนกระวายใจและคิดว่า “ถ้าไม่มีเส้น ไม่มีเงิน จะชนะหรือไม่
ขอชื่นชมท่านประธานศาลฎีกา นาย อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
โดย พัชรินทร์ พันธวงศ์

ใส่ความเห็น