ความสุจริตอยู่นอกเหนือคดีในศาล ม.334 ป.วิแพ่ง ก.มฉ้อฉล ฟอกขาวให้ธนาคารโกงลูกหนี้ 

เรื่องธนาคารรับขำระหนี้จำนองแล้ว ไปแจ้งเท็จว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้ ขอให้นำทรัพย์ิออกขายทอดตลาด กรมบังคับคดีก็ไม่ตรวจสอบตามขั้นตอนขอขายทอด  ธนาคารเลยแปลงร่างเป็นอีกสถานะผู้ฃื้อแทนสถานะเจ้าหนี้ฃึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันได้  ไปร้องขอให้ศาลขับไล่ลูกหนี้ ออกจากทรัพยที่รับชำระหนี้ไปแล้ว  ด้วยการวิ่งนำเงินที่รับชำระหนี้ไว้ไปวางคืนที่สนงวางทรัพย์ หลังจากรับเงินลูกหนี้ไปนานกว่าหกปีจากนั้นอีก7วันจึงไปใช้สิทธิทางศาลขอให้ขับไล่จำเลยให้ออกจากบ้านที่ได้ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว

และศาลก็สั่งตามนั้น โดยงดไต่สวน 

โจทย์ง่ายๆ  ความสุจริตเป็นเกราะกำบัง แต่ทำไมเมื่อไปถึงศาล ความสุจริตของมาตรา5 ปพพใช้ไม่ได้  ถูกมาตรา334  ปวิแพ่ง  มีอำนาจในการใช้บังคับคดีเหนือกว่า และความสุจริตนั้นก็ถูกปัดตก 

ควรไหมที่เราจะปล่อยให้การวางแนวคำพิพากษามาตรา334 อยู่เหนือความสุจริต “ ไปศาลต้องมือสะอาดสุจริต ศาลจึงจะบังคับคดีให้” กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริงและทิ้งก.ม มาตรานี้เป็นเพียงหมึกที่แห้งติดอยู่ในก.ม 

เพียงเพื่อจะยกประโยชน์ฝ่ายเดียวให้กับคำว่า ผู้ฃื้อ ฃึ่งก.ม ก็ยังบัญญัติว่า  ต้องเป็นผู้ฃื้อสุจริต เช่นกัน

หากปัญหานี้ถูกวินิจฉัยให้ขับไล่จำเลยออกไปได้ และองค์กรศาลยุติธรรมเห็นดีเห็นงามตามแนวที่กล่าว ตัดสินประเด็นเดียว ตัดขั้นตอนความสุจริตออกไป 

การวางแนวเช่นนี้จะเป็นอันตรายต่อสังคมต่อประขาชนคนเป็นลูกหนี้ฃึ่งมีจำนวนมากมาย ถูกสถาบันการเงิน หรือ ผู้ฃื้อไม่สุจริต ใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการ“ฉ้อฉล” รับเงินชำระหนี้แล้วไปฟ้องขับไล่ เรียกจำนวนเงินค่าขายทรัพย์เพิ่มอีกได้โดยชอบด้วยก.ม และมีศาลเป็นผู้รับรองยืนยันสิทธินั้นให้ 

กรณีเรื่องนี้ จาก ชำระหนี้เสร้จสิ้นตามม. 321 และม. 744 ปพพ จำนวน 2.8 ล้าน ไปแล้ว แต่โจทก์แปลงร่างเป็นผู้ฃื้อใช้ช่องทางก.ม ม.334ปวิแพ่งนี้เรียกเพิ่มอยากได้บ้านคืนใช่ไหมต้องจ่ายเพิ่มเป็น 6.3 ล้านบาท  

ความฉ้อฉลอย่างนี้  ควรหรือไม่ ที่ลูกหนี้ต้องประกาศให้สังคมคนเป็นลูกหนี้รับรู้เพื่อป้องกันตัวเองกันไว้ว่า “อย่าได้วางใจ และ เชื่อใจ คำพูดของคนในสถาบันการเงิน”  และ  ศาล ที่สถิตย์ความยุติธรรม  ไม่มีจริง  หรือ ไม่  

และสำคัญคือ  เมื่อเรื่องนี้ไปสู่ ท่านประธานศาลฎีกาแล้ว ยังปล่อยให้การวางแนววินิจฉัยของศาลเช่นนี้ “เป็นสิ่งที่ถูกต้อง”  อยู่อีก  ประชาชนคนเป็นลูกหนี้จะใช้อะไรเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ตนเองได้อีก  เมื่อศาลกลายเป็นผู้”ฟอกขาว“ ให้สถาบันการเงิน เพียงเพราะอ้างมาตรา334ปวิแพ่งที่แก้ไขเพื่อให้สถาบันการเงินแปลงร่างนิติบุคคลเดียวกัน มือหนึ่งรับเงินไปแล้ว อีกมือหนึ่งมาเรียกรับเงินเพิ่ม โดยมีศาลรับรองผลให้ ว่า ” ชอบด้วยกฎหมาย”  

เพราะเป็นก.ม  ที่ออกมาเพื่อประโยชน์ฝ่ายเจ้าหนี้ เท่านั้น ลูกหนี้ไม่สามารถจะใช้สิทธิต่อสู้ใดๆได้แม้แต่“ความสุจริต” ไปศาลอย่าหวังจะได้รับความยุติธรรมและความเชื่อมั่นศรัทธาให้ปชช.เตรียมใจก่อนสู้กับสถาบันการเงินที่มีศาลรับรองสิทธินั้นไว้รอให้กระนั้นหรือ 

และบทนี้ได้พิสูจน์ในกระบวนการศาลมาแล้ว ในคดีนี้  แค่มาตราเดียวสั่นสะเทือนถึงความยุติธรรมที่ไม่มีอยู่จริง 

จริงใช่ไหม 

เราจะปล่อยให้มาตรา334 ปวิแพ่ง กัดกินความยุติธรรมทำร้ายความสงบเรียบร้อยของสังคม และใช้ก.ม ไปในทางไม่ชอบได้อย่างไร 

คงต้องถามองค์กรศาลยุติธรรมเสียแล้วว่า  “คิดได้อย่างไร”  กับการวางแนวพิพากษากรณีกฎหมายมาตรานี้ 

เหนื่อยอะ