บัลลังก์สีเทา  แฉแนวการตัดสินของศาลยุติธรรมเหยียบก.มแม่บท ชูก.ม ลูก เอื้อนายทุนสถาบันการเงินมากกว่าความเป็นธรรมให้ลูกหนี้

ปัญหาการแก้ไขกฎหมายแพ่งของกรมบังคับคดีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่สถาบันการเงินแปลงร่างเป็นผู้ฃื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ได้รับการสนับสนุนวางแนวการพิพากษาจากศาลยุติธรรม “พิจารณาประเด็นเดียวเป็นผู้ฃื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดจริงหรือไม่”เท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงหลักแห่งความสุจริตของกฎหมายแม่บทตามมาตรา5 ปพพ. “มาศาลต้องมาอย่างมือสะอาด สุจริต ศาลจึงจะบังคับคดีให้”

แต่ความจริงของเรื่องราวคดีต่อไปนี้จะเห็นว่า กฎหมายแม่บทถูกเหยียบแบนทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ไม่ใส่ใจและปัดตกไม่ต้องวินิจฉัยกันในทุกชั้นศาลต้นและศาลอุทธรณ์  เพียงเพื่อจะยกกฎหมายลูกมาตรา334ป.วิแพ่ง ขึ้นมาเพื่อก่อให้เกิดช่องโหว่แห่งกระบวนการยุติธรรม เอื้อประโยชน์นายทุนสถาบันการเงิน”นิติบุคคลเดียวกัน”แปลงร่างจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้ฃื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยมีศาลยุติธรรมตีตรารับรองความถูกต้องว่า “เป็นคนละสถานะ” 

การวางแนวการพิจารณาคดีมาตรา334ป.วิแพ่งนี้ ของศาลยุติธรรมและกรมบังคับคดีร่วมกัน ในการ อ้างหลักการในการบังคับใช้ว่า “เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ฃื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในการดำเนินการบังคับคดีเพื่อให้เข้าครอบครองใช้สอยประโยชน์ในตัวทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฃื้อทรัพย์ โดยไม่จำต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อขับไล่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารที่อยู่อาศัยหรือไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์” นั้น จึงกำหนดการปฎิบัติบังคับใช้ดังนี้ 

1. ไม่ต้องออกคำบังคับ เพื่อให้ลูกหนี้รู้ว่าจะต้องออกจากทรัพย์ภายในระยะเวลาเท่าใด อันเป็นการวางแนวที่ขัดต่อกฎหมาย”มาตรา276วรรค1 ป.วิแพ่ง ประกอบมาตรา213ปพพ.”

2. ออกหมายบังคับคดี โดยไม่ต้องปิดประกาศแจ้งลูกหนี

3. ไม่ต้องปฎิบัติตามกฎหมายมาตรา 353(2) ป.วิแพ่ง ( ปิดประกาศให้ผู้มิใช่บริวารได้แสดงอำนาจพิเศษต่อศาล) 

4. ออกหมายจับ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของลูกหนี้โดยไม่ต้องตรวจสอบว่ากระทำการ”อาศัยอยู่ในทรัพย์จริง”ตามคำร้องฝ่ายเดียวของผู้ฃื้อทรัพย์จริงหรือไม่

5. งดไต่สวน ในประเด็นอื่นที่ลูกหนี้สู้เข้ามาในคดี แม้จะเป็นประเด็นเรื่องของการที่ผู้ฃื้อใช้สิทธิในการไม่สุจริตมาศาล ตามมาตรา5 ปพพ.ฃึ่งควรที่จะวินิจฉัยก่อนเป็นลำดับแรกของการพิจารณาคดี เนื่องจากเป็นกฎหมายแม่บทที่เป็นหัวใจหลักของการบังคับใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่กลับปัดตกไม่รับพิจารณา อันเป็นการกระทบต่อระบบยุติธรรมเกิดช่องโหว่ให้ผู้ไม่สุจริตใช้ช่องทางนี้ในการรังแกลูกหนี้โดยไม่สามารถที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างยุติธรรมสองฝ่าย 

6.พิพากษาขับไล่ โดยไม่พิจารณา”ความสุจริต”ของผู้ฃื้อทรัพย์ “รับชำระหนี้จำนองแล้วออกใบเสร็จตีตราบัญชีปิดแล้วมาร้องเท็จต่อศาลผ่านกรมบังคับคดี ยังมิได้รับชำระหนี้ ขอให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาด”

      โดยไม่จำต้องพิจารณาว่า ผู้ฃื้อต้องสุจริต   ในการฃื้อทรัพย์หรือไม่  แม้ผู้ฃื้อจะเป็นนิติบุคคลเดียวกัน มีเพียงหนึ่งเดียว แต่ศาลกลับแยกสถานะความเป็นหนึ่งนั้นออกจากกันระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษากับผู้ฃื้อทรัพย์

โดยไม่มีฐานอำนาจของกฎหมายนิติบุคคลให้กระทำได้ 

7. ใช้อำนาจกดดันลูกหนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายให้ผู้ฃื้อทรัพย์ได้เข้าครอบครองโดยเร็วด้วยวิธีการ สั่ง “กักขังทันทีวันนี้”โดยไม่จำต้องปฎิบัติตามมาตรา 273 ป.วิแพ่ง 

เหล่านี้ล้วนเป็นการวางแนวในการบังคับใช้กฎหมายมาตรา334ป.วิแพ่งให้เหนือกว่ากฎหมายแม่บทที่เป็นหัวใจหลักของกฎหมาย

เปิดทางให้ผู้ฃื้อทรัพย์ที่ไม่สุจริตถูกฟอกตัวให้

ถูกต้อง โดยไม่ต้องคำนึงถึงความยุติธรรมแก่ทั้งฝ่าย

ก่อให้เกิดปัญหามากมายมานับแต่วันที่แก้ไขกฎหมายนี้ในปี2560ขณะที่กฎหมายแม่บทมาตรา5บัญญัติบังคับใช้มานานนับหลายทศวรรษแต่ต้องมาถูกกฎหมายลูกนี้กระทำการย่ำยีก็ด้วยการวางแนวร่วมกันของกรมบังคับคดีกับศาลยุติธรรม 

การฆ่าผู้ฃื้อทรัพย์จากลูกหนี้ที่โดนขับไล่ด้วยการวางแนวทางของกฎหมายนี้จึงชี้ชัดว่า ไม่เป็นที่ยอมรับ  สมควรที่ศาลยุติธรรมต้องหันมามองดูภายในของตัวเองและบรรดาส.ส ที่ร่วมมือกันออกกฎหมายมาตรา334มาใช้ก็ต้องกลับไปทบทวนแล้วว่ากฎหมายนี้มีข้อบกพร่องอย่างไร 

ครั้งหน้านกกระจิบจะมาเปิดเผยคดีตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบจากการวางแนวพิจารณาคดีของศาลแพ่งนี้ว่า “ลูกหนี้ที่ได้ชำระหนี้จำนองให้เจ้าหนี้ธนาคารไปแล้วถูกผู้พิพากษาในคดีวางแนวกระทำกันอย่างไร” เพื่อให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาต่อความสงบเรียร้อยของสังคมหรือสร้างปัญหาให้สังคมต้องมีการฆ่ากันอีกกี่ศพเพื่อสังเวย”การวางแนวปฎิบัติของศาล”ในเรื่องนี้