การตัดตอนพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมโดยไม่คำนึงถึงมาตรา5แห่งปพพ. เป็นบ่อเกิดของกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติไว้ “มาศาลต้องมาอย่างสุจริต มือสะอาดศาลจึงจะบังคับคดีให้”

กรณีศาลยุติธรรมพิจารณา คดีขับไล่ ด้วยปิดตาไว้เพียงคำว่า”ผู้ฃื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด” เท่านั้น ก็สามารถทำให้กระบวนการให้ความยุติธรรมแก่สังคมเป็นไปอย่างคลาดเคลื่ยน

เพราะการจะพิจารณาให้ศักดิ์และสิทธิผู้ฃื้อทรัพย์สูงส่งอย่างที่บัญญัติไว้เพื่อให้การขายทอดเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีผลต่อเศรษฐกิจของชาติแต่หากไร้ฃึ่งความยุติธรรมแล้ว “สมควรหรือที่ศาลยุติธรรมจะกระทำการดังกล่าว”

ประเด็นอยู่ที่ว่าการจะเป็นผู้ฃื้อทรัพย์ที่ได้รับสิทธิดังกล่าว วางหลักไว้สามข้อ ข้อสุดท้ายคือ ต้องเป็นผู้ฃื้อทรัพย์ที่”สุจริต”
คำว่าสุจริตไม่ได้อยู่ที่กรมบังคับคดีรับรองให้ว่าเป็นผู้ฃื้อทรัพย์ได้แล้ว หรือรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว

แต่อยู่ที่ว่าได้ทรัพย์นั้นมาโดยสุจริตหรือไม่

  1. ลูกหนี้ชำระหนี้จำนองแล้ว
  2. ธนาคารไม่มีโฉนดให้
  3. จึงไปแจ้งเท็จว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้ขอให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาด
  4. จพคไม่ตรวจสอบตามขั้นตอนขายทอด จึงนำทรัพย์ออกขาย
  5. ธนาคารบอกลูกหนี้ว่า ธนาคารทำผิดพลาดจะไปประมูลฃื้อทรัพย์มาคืนให้
  6. ประมูลได้แล้วไม่คืน
  7. กลับนำเงินที่รับชำระหนี้ไปวางคืนให้ณสนง.วางทรัพย์ หลังรับเงินมาแล้ว หกปี
  8. สนงวางทรัพย์รับเงินโดยไม่มีอำนาจ เพราะธนาคารเป็นหนี้โฉนด ไม่ใช่หนี้เงิน จะนำเงินไปวางคืนได้อย่างไร (ม331) แต่ก็รับไว้ เอาเงินไปฝากกินดอกเบี้ย
  9. จากนั้นธนาคารมาร้องศาลให้ขับไล่ลูกหนี้ออกจากทรัพย์
  10. เรื่องมาถึงศาล ลูกหนี้ร้องคัดค้านธนาคารไม่สุจริต รับชำระหนี้แล้ว มาแจ้งเท็จว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้

ศาลยุติธรรมทั้งขบวนการศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ไม่พิจารณา จาก1-8 เริ่มพิจารณาจาก9 – งดไต่สวน – ขับไล่ ไม่สนใจว่า ธนาคารแปลงร่างเป็นผู้ฃื้อ “มาอย่างสุจริต”หรือไม่ ตัดตอนออกไปทั้งหมดจาก1-8

หลักการที่วางไว้ บกพร่องหรือไม่ หากจะคำนึงแต่ว่าเหตุผลในการออกกฎหมายนี้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วแก่ผู้ฃื้อ และแก่นายทุนธนาคาร

ส่วนความยุติธรรมที่ลูกหนี้ควรได้รับต้องไปฟ้องแยกเป็นคดีอีกต่างหาก

ลูกหนี้จะสู้นายทุนธนาคารได้หรือ เพราะทั้งค่าธรรมเนียมศาล ทั้งค่าทนาย เป็นเรือนแสนๆ ต้องฟ้องกันกี่คดีเพื่อจะให้ได้ทรัพย์ราคาแค่ สามล้านกลับคืนมา ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีกินหมด กินเกิน

กระบวนการอย่างนี้ กรมบังคับคดีและศาลยุติธรรม ไม่คิด ทำอะไร วางแนวอะไร “เพื่อให้ลูกหนี้ได้รับความสะดวก ความยุติธรรม อย่างรวดเร็ว เพื่อให้รับความคุ้มครองจากรัฐ”บ้างหรือ

จะออกกฎหมายมาทับถมคนเป็นหนี้ด้วยวิธีการเพื่อประโยชน์แก่นายทุน ฝ่ายเดียว กฎหมายนั้นย่อมไม่สมควรร่วมมือกันบังคับใช้

ที่สำคัญ จับผิดแต่ลูกหนี้ฝ่ายเดียวแต่ยกยอนายทุน รับเงินชำระหนี้ไปนานหกปี ลูกหนี้ให้โอกาสแก้ตัวมาตลอด แต่กลับสงสัยลูกหนี้ว่าทำไมไม่ฟ้อง และไม่ยักถามธนาคารเช่นกันว่า “ทำไมเพิ่งมาฟ้องหลังฃื้อทรัพย์มาแล้วนาน 4ปี”

กระบวนการอย่างนี้เป็นกระบวนการที่ขัดต่อหลักของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาศาลต้องมาอย่างสุจริต มิฉะนั้นศาลจะไม่บังคับคดีให้

หากวางแนวบังคับใช้กฎหมายเป็นเช่นนี้ บอกตามประสาชาวบ้านว่า “ยอมรับไม่ได้”ว่าศาลยุติธรรม เพื่อประชาชนหรือเพื่อใคร