ปิดหนี้แล้วอีกรายบ้านถูกธอส.ขายทอดตลาด
“ปิดหนี้แล้ว บ้านถูกขายทอดตลาด ” ปมมาตรา 334 ถูกจับตา หลังพบข้อพิพาทลักษณะเดียวกันกับลูกหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จากกรณีที่มีลูกหนี้รายหนึ่งร้องเรียนผ่านสื่อว่า ภายหลังชาระหนี้กับ ธนาคารออมสิน ครบถ้วนแล้ว แต่ ทรัพย์ยังถูกยึดเพื่อขายทอดตลาด จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นนั้น
ปรากฏว่า กรณีลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยเกิดข้อพิพาทในลักษณะใกล้เคียง กันกับลูกหนี้ของ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งมีหลักฐานการชำระหนี้ ปิดบัญชี เรียบร้อยแล้วเช่นกัน แต่ต่อมา ธนาคารได้นำทรัพย์ที่รับชำระหนี้แล้วออกขายทอดตลาด และประมูลซื้อทรัพย์ มาได้เอง จากนั้นไดร้องขอให้ศาลออกหมายจับ ขับไล่ ตามมา จนนำไปสู่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 334 ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์นำมาใช้บังคับกับลูกหนี้ธนาคาร

ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่แนวทางการบังคับคดีตามมาตรา 334 ซึ่งเปิดทางให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ เปลี่ยนสถานะเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดสามารถร้องขอเข้าครอบครองทรัพย์ได้โดยใช้ขั้นตอนเฉพาะ แตกต่างจากการบังคับคดีขับไล่ทั่วไป โดยไม่มีการออก “คำบังคับ” ให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษาก่อน ทั้งที่หลัก ทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 213 กำหนดหลักว่า การจะออกหมายบังคับคดีได้ ลูกหนี้ต้องฝ่าฝืนคำบังคับเสียก่อน แต่ในการ ปฎิบัติตามมาตรา 334 นี้กลับข้ามขั้นตอนมิจำต้องออกคำบังคับ , ไม่ต้องติดประกาศหมายบังคับคดี และ ไม่ต้อง ติดประกาศให้ผู้มิใช่บริวารลูกหนี้ได้แสดงอานาจพิเศษตามมาตรา 353 ( 2 ) ด้วยแล้ว ยังสามารถขอให้เจ้า พนักงานบังคับคดีเสนอศาลขอออกหมายจับฝ่ายเดียว ไม่ต้องสอบสวน เพื่อบีบให้ลูกหนี้และบริวารออกจากทรัพย์ โดยใช้มาตรการ “กักขัง” มาดำเนินการ
และในทางปฏิบัติ ศาลมักพิจารณาจากสถานะผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดเป็นสำคัญ โดยข้อพิพาท เรื่องการชำระหนี้หรือความสุจริตในการได้มาซึ่งทรัพย์ มักไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบในกระบวน พิจารณาตามมาตราดังกล่าว
ทำให้เกิดช่องโหว่ของกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งส่วนใหญ่คือสถาบันการเงินเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดทั้งที่ตามกฎหมายมีเพียงสถานะเดียว แต่ถูกตีความเป็นสองสถานะใช้สิทธินั้นมา ร้องขอขับไล่ ทั้งที่ลูกหนี้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้วแต่สามารถที่จะร้องขอขายทอดตลาดและถูกขับไล่ได้อีก โดยในการ พิจารณาคดีของศาลแม้จะมีข้อโต้แย้งหนี้ระงับแล้วก็ตามแต่จะมิได้รับการพิจารณา เพราะมิใช่เป็นประเด็นที่ศาล จะต้องวินิจฉัยในคดีขับไล่
จุดนี้เองที่ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากลูกหนี้มีหลักฐานการปิดบัญชีและชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เหตุใด กระบวนการขายทอดตลาดจึงยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ เหตุใดทรัพย์จึงยังถูกนำออกประมูล และเหตุใด ลูกหนี้จึงยังต้องเผชิญกระบวนการร้องขอขับไล่ ทั้งที่มีข้อโต้แย้งว่าหนี้ได้ระงับสิ้นแล้ว
กรณีดังกล่าวยิ่งถูกจับตา เพราะเมื่อทรัพย์ถูกขายทอดตลาดและเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 334 แล้ว ลูกหนี้อาจต้องไปฟ้องร้องต่อสู้เป็นคดีอื่นแยกต่างหาก ขณะที่กระบวนการบังคับคดี ขับไล่ หรือการร้องขอให้ออก หมายจับยังสามารถเดินหน้าต่อได้ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า มาตรา 334 ในทางปฏิบัติอาจกลายเป็นกลไกที่ทำให้ ลูกหนี้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี
ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายมองว่า กรณีลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเฉพาะราย แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการบังคับคดี โดยเฉพาะในกรณีที่มีเอกสารปิดบัญชีหรือการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว แต่ กระบวนการขายทอดตลาดยังดำเนินต่อไปได้
จึงเกิดคำถามต่อธนาคารอาคารสงเคราะห์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมบังคับคดีว่า ระบบตรวจสอบก่อนการร้องขอขายทอดตลาดและบังคับคดีมีความรัดกุมเพียงใด และหากประชาชนมีหลักฐานปิด บัญชีแล้ว แต่ยังอาจเผชิญการขายทอดตลาดและการขับไล่ได้ ประชาชนทั่วไปจะมีหลักประกันอะไรต่อสิทธิใน ทรัพย์สินของตนภายใต้กระบวนการบังคับคดีของรัฐ
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวกำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ภายหลังเกิดกรณีร้องเรียนซำ้เกี่ยวกับการขายทอดตลาดภายหลังการชำระหนี้ ซึ่งหลายฝ่ายเสนอว่าควรมีการทบทวนแนวทางการใช้มาตรา 334 เพื่อให้สอดคล้องกับ หลักสุจริต หลักความเป็นธรรม และหลักคุ้มครองสิทธิของประชาชนมากยิ่งขึ้น

ใส่ความเห็น