ปชช.ขาดความเชื่อมั่นสนง.อัยการ หลังนำเอกสารราชการเป็นพยาน แต่แพ้ทางเพียงแค่ “คำพูด”ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นผู้มีอำนาจทางการเงิน
ป
บ่ายวันนี้ วีคลี่นิวส์ได้รับเอกสาร “คำสั่งไม่ฟ้อง” ของอัยการแขวงพระนครเหนือ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลแขวง นาย ปรัชญา ศรีอัมพรแสง ลงนามเห็นชอบคำสั่งไม่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 11 คน ฃึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจที่ถูกกล่าวหาอันอาจกระทำผิดในข้อหา “ฉ้อโกง”
โดยหนังสือดังกล่าวได้ระบุถึงคำวินิจฉัยที่สวนทางกับพยานเอกสารราชการหลายฉบับแล้วยังไม่รับฟังพยานเอกสารของราชการที่เป็นสาระสำคัญในคดี
ขณะที่ทางฝ่ายผู้แจ้งข้อกล่าวหาหอบเอกสารราชการไปยืนยันและชี้จุดสำคัญพร้อมอธิบายสร้างความเข้าใจของคดีให้อัยการเจ้าของสำนวนรับฟังหลายครั้งหลายหน เนื่องจากเกรงว่า ผู้ถูกกล่าวหา(ธนาคารรัฐ) ฃึ่งเป็นผู้มีอำนาจทางการเงินและเป็นเจ้าหน้ารัฐจะได้รับการปกป้องจากหน่วยงานรัฐด้วยกันเองมากกว่าที่ปชช.จะได้รับความเป็นธรรม
ทำให้การร้องทุกข์มักจะไม่ได้รับการ “วินิจฉัยที่ครบถ้วน” ตรงตามพยานเอกสารราชการแต่กลับเชื่อถือ “คำพูด”ของคู่กรณีอีกฝ่ายบิดเบือนโดยไม่มีเอกสารใดๆมาแสดงยันและเอกสารที่นำมายันได้กลับเป็นเอกสารเท็จ
คดีนี้ทั้งตำรวจและอัยการรับเรื่องแจ้งความแล้ว ทำคดีนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 9 ปี 11 เดือน แต่พอเดือนที่ 10 กลับเร่งสั่งคดี “ไม่ฟ้อง”แล้วส่งให้ผบตร.ลงนาม เห็นชอบตามอัยการ โดยเหลือเวลาอีก1เดือนให้ผู้กล่าวหาไปใช้สิทธิฟ้องเอง
คำสั่งไม่ฟ้อง มีความคลาดเคลื่ยนในพยานหลักฐาน แต่อัยการกลับเชื่อใน “คำพูด”ของผู้ถูกกล่าวหาสำคัญกว่าพยานเอกสารราชการ คือ
เอกสารราชการฉบับวันที่12มิถุนายน2557 ยืนยันว่า ผู้ถูกกล่าวหารู้เรื่องทรัพย์นี้ตกอยู่ในคดีอื่นอยู่แล้ว
แต่ต่อมามีหนังสือฉบับวันที่26กค59 ถึงลูกหนี้มารดาผู้กล่าวหา ให้เข้าไปเจรจาชำระหนี้ ทั้งที่รู้อยู่ด้วยตนกระทำขึ้นเอง แต่อัยการกลับเชื่อว่า ลูกหนี้เดินเข้าขอประนอมหนี้เอง ทั้งที่ผู้กล่าวหานำส่งเอกสารฉบับนี้ให้เห็นแล้วว่าเป็นการชักชวนของผู้ถูกกล่าวหาให้เข้าไปชำระหนี้ โดยใช้ข้อความว่า “จะลดดอกเบี้ยเป็นพิเศษ”หลอกล่อให้เข้าไปชำระหนี้
จากนั้นเมื่อเข้าไปเจรจา ผู้ถูกกล่าวหา ก็แนะนำให้ลูกหนี้หาผู้อื่นมาฃื้อทรัพย์แทน แต่อัยการเจ้าของสำนวนกลับเชื่อผู้ถูกกล่าวหาว่า เดินเข้ามาขอประนอมหนี้เองและยืนยันจะชำระหนี้ให้ได้อันขัดต่อเอกสารที่มีถึงลูกหนี้ฉบับลงวันที่26ก.ค59
แล้วผู้ถูกกล่าวหาก็นำเรื่องที่ตกลงรับชำระหนี้นี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกกบริหารหนี้ “อนุมัติ”ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตามที่ตกลงไว้ ทำไมผู้ถูกกล่าวหา ฃึ่งรู้ดีมาตลอดของที่มาทรัพย์นี้ และควรต้องรู้ และรู้อยู่แล้วจึงแนะนำให้ลูกหนี้หาผู้อื่นมาฃื้อทรัพย์แทนแต่มาปฎิเสธว่าตนไม่รู้ทั้งที่เอกสารราชการวันที่12มิถุนายน2557 ก็ปรากฎชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ทำเอง รู้เอง และต้องรู้ตาม หน้าที่อยู่แล้ว
แต่อัยการกลับเชื่อคำพูดของผู้ถูกกล่าวหามากกว่าเอกสารราชการดังกล่าว ว่า ผู้ถูกกล่าวหา ไม่เคยรับรู้ รับทราบเรื่องทรัพย์นี้มาก่อน อันเป็นการขัดต่อพยานเอกสารโดยสิ้นเชิง
แต่ผู้ถูกกล่าวหา กลับรับเงินชำระหนี้ ไปเป็นของตนเองโดยออกใบเสร็จรับเงินยืนยัน “บัญชีปิดแล้ว”มอบให้ลูกหนี้เป็นหลักฐาน
หนี้จำนองจึงระงับ ผู้ถูกกล่าวหาสิ้นสิทธิในการเป็นผู้รับจำนอง แล้ว ไม่มีอำนาจที่จะไปร้องขอขายทอดตลาดได้
และหนี้นั้นไม่อาจฟื้นคืนกลับเป็นหนี้เดิมโดยความต้องการฝ่ายเดียวได้ด้วยการอ้างว่าชำระหนี้คืนแล้ว แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันการชำระหนี้คืน
แต่อัยการเจ้าของสำนวนคดีนี้ กลับเชื่อคำพูดโดยปราศจากข้อสงสัยได้อย่างไร
จากนั้นผู้ถูกกล่าวหาจึงไปแจ้งเท็จต่อจพค. อ้างว่า “ยังไม่มีการชำระหนี้”ทั้งที่หลักฐานใบเสร็จรับชำระหนี้ยังปรากฎอยู่ในสำนวนแต่อัยการก็เชื่อว่า “ ชำระหนี้คืนแล้ว” โดยไม่มีเอกสารยืนยันว่าผู้กล่าวหารับเงินคืนเมื่อใด
เมื่อจพค.หลงเชื่อไม่ตรวจสอบว่าลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว จึงประกาศขายทอดตลาด ลูกหนี้จึงติดต่อระดับผู้ช่วยกก.ผจก ฃึ่งหลอกลวงลูกหนี้อีกต่อว่า “จะไปประมูลฃื้อทรัพย์มาคืนให้” ลูกหนี้เชื่อใจไปดูแลการขาย ที่ประมูลมาไม่เกินวงเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาตั้งไว้ จึงไม่มีเหตุให้ต้องคัดค้านราคา เพราะผู้ถูกกล่าวหาแจ้งลวงไว้ว่าจะไปประมูลฃื้อทรัพย์มาคืนให้
หากผู้ถูกกล่าวหาเจตนาสุจริต เมื่อประมูลฃื้อทรัพย์มาได้ทำไมไม่ส่งมอบโฉนดคืนตามที่ตกลงไว้ กลับบอกว่า“หากอยากได้โฉนด ต้องชำระเงินเพิ่มให้เท่ากับที่ประมูลมา”
ทำไม อัยการเจ้าของสำนวนจึงมิได้วินิจฉัยความไม่สุจริตนี้ กลับมองว่า เป็นการกระทำที่ชอบได้อย่างไร จากนั้นเมื่อไม่ยอมคืนโฉนดแล้ว ยังมีพฤติการณ์นำประกาศไปติดรั้วทรัพย์ ขับไล่ ให้ลูกหนี้ออกจากทรัพย์ภายในสามสิบวัน อ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์แล้ว ทั้งที่ขณะนั้นเป็นเพียงวางมัดจำ ยังมิได้รับมอบโอนกรรมสิทธิ์ตามคำสั่งศาล เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่1162|2561 (ที่ประชุมใหญ่) และที่2164|2558
อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องในคดีหมิ่นประมาทว่าด้วยการโฆษณาด้วยเหตุวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถกระทำได้ เพราะทรัพย์เป็นของผู้ถูกกล่าวหาแล้วและเมื่อถูกร้องให้รื้อคดีใหม่สนง.อัยการกลับเงียบเฉยไม่ดำเนินการหรืออาจจะล่าช้าเกินกำหนด
อย่างไรก็ตาม ต่อมาอัยการมิได้พิจารณาว่า หากผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าได้ชำระหนี้คืนแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาจึงไปร้องขอให้จพคนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดในวันที่24พฤษภาคม2562 จริงตามที่อัยการเชื่อคำพูดผู้ถูกกล่าวหา
เหตุไฉนอัยการจึงมิได้จึงมองพยานเอกสารสำคัญฉบับลงวันที่3 สิงหาคม2565 ฃึ่งเป็นเอกสารทางราชการที่ผู้ถูกกล่าวหานำไปยื่นต่อเจ้าพนักงานวางทรัพย์ เพื่อขอ “วางเงินชำระหนี้”ให้ลูกหนี้ หลังจากรับเงินไปแล้วตั้งแต่ปี 59 แต่วันที่24มกราคม 2562 กลับแจ้งเท็จว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้แล้วมาบอกว่าชำระหนี้คืนแล้วแต่ไม่มีหลักฐานการคืน กลับมามีหลักฐานการคืนเงินในปี 2565 แล้วอัยการก็เชื่อตามสิ่งที่ผู้ถูกกล่าวหาบอก แต่ไม่เชื่อพยานเอกสารราชการที่ผู้กล่าวหายื่นไว้ในคดี
หากเอกสารราชการและใบเสร็จรับเงินยังแพ้คำพูดของคู่กรณี ประชาชนจะเหลือหลักฐานใดไว้ปกป้องสิทธิของตน
คดีนี้ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างลูกหนี้กับธนาคาร หากแต่เป็นคำถามสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมว่า เมื่อมีเอกสารราชการ มีใบเสร็จรับเงิน มีเอกสาร “บัญชีปิดแล้ว” และมีพยานหลักฐานที่คู่กรณีเป็นผู้จัดทำขึ้นเองอยู่ในสำนวน เหตุใดข้อเท็จจริงเหล่านั้นจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้มีการสั่งฟ้อง
หรือจะสะท้อนการทำงานทั้งของสำนักงานตำรวจและสำนักงานอัยการ ว่า ปชช.ไม่อาจเชื่อมั่นในการทำงานเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อปชช.ได้จริง
จึงควรต้องเร่งตรวจสอบอย่างเป็นรูปธรรม โดยด่วน ว่า อำนาจของผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้มีอิทธิพลทางการเงินและเป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกันเอง สามารถก้าวล่วงเข้าไปในกระบวนการยุติธรรมของสองสำนักงานนี้ฃึ่งมีหน้าที่ “อำนวยความยุติธรรม”ให้ปชช. เช่นนี้ จะก่อให้เกิดความเหิมเกริมที่แม้แต่อำนาจรัฐก็ไม่กล้าจะแตะต้องอย่างนั้นหรือ

ใส่ความเห็น