ปัญหาการใช้กฎหมายมาตรา ๓๓๔ ป.วิแพ่ง การตีความของศาลและกรมบังคับคดี ส่งผลกระทบต่อ การขัดกฎหมายอื่นและกระทบสิทธิของประชาชน “ไม่มีที่ซุกหัวนอน คุ้มครองนายทุนฝ่ายเดียว”
ด้วยเจตนาของกรมบังคับคดีที่อ้างปัญหาเศรษฐกิจต้องการขายทรัพย์ทอดตลาดได้รวดเร็วจึง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่๓๐)พ.ศ ๒๕๖๐ ในส่วนที่คุ้มครองผู้ซื้อทรัพย์จากการ ขายทอดตลาด คือ มาตรา ๓๓๔ ป.วิแพ่ง ขึ้นมาใช้บังคับใหม่ความว่า
“เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอน
อสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่ อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวาร ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๘ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๕๑ มาตรา ๓๕๒ มาตรา ๓๕๓ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง มาตรา ๓๕๔ มาตรา ๓๖๑ มาตรา ๓๖๒ มาตรา ๓๖๓ และมาตรา ๓๖๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้ถือว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบริวารที่อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าว ”
กรมบังคับคดีจึงร่วมกับองค์กรศาลยุติธรรมออกแนวทางปฎิบัติ “ตีความ” กันเอาเองโดยไม่มี กฎหมายรองรับ ในถ้อยคำว่า “ หากพบว่าลูกหนี้ยังคงอาศัยอยู่ในทรัพย์ กฎหมายยังให้สิทธิพิเศษให้ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอฝ่ายเดียวอีก เพื่อให้ศาลออกหมายจับได้ทันทีเช่นกัน โดยรีบด่วน ไม่จำต้องพิจารณาถึงหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพียงศาลเห็นว่า ผู้ร้องคือผู้ซื้อ ทรัพย์จากการขายทอดตลาดเท่านั้นเป็นพอ
ทั้งที่แนวทางปฎิบัติดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความคุ้มครองที่ประชาชนอีกฝ่ายควรได้รับ นั่น คือ แม้ว่ามาตรา๓๓๔ ป.วิแพ่ง จะมิได้บัญญัติให้ต้องขอออกคำบังคับแต่การที่ศาลจะออกหมายบังคับคดี ได้ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องขัดขืนคำบังคับนั้นก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๑๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แต่กรณีนี้ศาลและกรมบังคับคดี วางแนวปฎิบัติการใช้กฎหมายมาตรา๓๓๔ ป.วิแพ่ง “ตีความ ร่วมกันเอาเอง” ขัดหรือแย้งกับกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ และ มีกฎหมายใดรองรับแนวปฎิบัติดังกล่าว หรือเป็นการ คิดเองเอ่อเองของสองหน่วยงานนี้ก็สามารถใช้บังคับได้ แต่แน่นอนว่าแนวปฎิบัตินั้นกระทบและละเมิดต่อสิทธิ ของประชาชนอีกฝ่ายหนึ่งได้รับ คือ การไม่ต้องออกคำบังคับ ซึ่งประชาชนอีกฝ่ายจะไม่ล่วงรู้ว่าศาลสั่งบังคับให้ออก จากทรัพย์เมื่อใดแต่มารู้อีกทีว่าศาลมีคำสั่งขับไล่ให้ออกจากทรัพย์แล้ว ทั้งที่การจะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขับไล่ได้ ลูกหนี้จะต้องขัดขืนคำบังคับเสียก่อนจึงจะออกหมายบังคั บคดีได้ การไม่ต้องออกคำบังคับจึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย
และตีความ “เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ…” หมายความว่า ไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องออกคำบังคับ เพื่อขับไล่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาออกจากอสังหาริมทรัพย์ และให้สิทธิผู้ซื้อ ทรัพย์ ยื่นคำขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดีขับไล่ได้ทันทีนั้นเป็นการปฎิบัติที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่งประกอบมาตรา๒๑๓ แพ่งและ พาณิชย์ ส่งผลเสียหายต่อประชาชนอีกฝ่ายหนึ่งจากการบังคับใช้ที่ “เกินอำนาจ” และการให้สิทธิผู้ซื้อยื่นคำขอ ฝ่ายเดียวอีกเช่นกันให้ร้องขอ “ออกหมายจับ”ลูกหนี้และบริวารที่ยังคงอาศัยอยู่ในทรัพย์ได้ทันทีโดยไม่ต้อง สอบสวน รับฟังพยานหลักฐานใด เพียงแค่ผู้ร้องเป็นเพียงผู้ซื้อเท่านั้นศาลก็จะออกหมายจับให้ทันทีเช่นกัน
กฎหมายมาตรา๓๓๔ นี้จึงเป็นกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้โดยผิดวัตถุประสงค์ของการบัญญัติ กฎหมายที่ต้องคุ้มครองประชาชนทั้งสองฝ่าย กลับเป็นกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ซื้อฝ่ายเดียว โดยเฉพาะผู้ซื้อที่เป็นเจ้าหนี้ตามคาพิพากษาแปลงร่างเป็นผู้ซื้อ จะตัดตอนการบังคับคดีชำระหนี้ก่อนหน้าออกไป โดยศาลไม่จำต้องพิจารณาประเด็นอื่น ขอเพียงผู้ร้องเป็นผู้ซื้อเท่านั้น ศาลจะพิจารณาเพียงประเด็นเดียวว่า ผู้ร้อง เป็นผู้ซื้อทรัพย์ขายทอดตลาดจริงหรือไม่ เท่านั้น ศาลก็จะงดไต่สวน พิจารณาบังคับขับไล่ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และบริวารออกจากทรัพย์ในทันที


มีคดีในศาลแพ่ง รัชดา คดีหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ สะท้อนถึงการใช้กฎหมายมาตรานี้ อย่างเห็นได้ชัดถึง “ความเลวร้าย” คือ เมื่อธนาคารรัฐแห่งหนึ่ง ยื่นคำร้องต่อกรมบังคับคดีขอให้นำทรัพย์จำนองของลูกหนี้ตามคำพิพากษาออกขายทอดตลาด โดยการแจ้งเท็จต่อกรมบังคับคดี ว่า “ยังไม่ได้รับชำระหนี้จำนอง จึงขอให้เจ้า พนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ”(๑) ขณะที่ข้อเท็จจริงธนาคารรับเงินชำระหนี้จำนองจาก ลูกหนี้แล้ว ออกใบเสร็จรับเงินชำระเงินกู้และชำระค่าธรรมเนียมเป็นหลักฐานให้อย่างดี พร้อมตีตราเหนือใบ เสร็จ รับเงินว่า “บัญชีปิดแล้ว” ( ๒) หนี้จำนองจึงสิ้นสุดลงทันทีตามกฎหมาย ธนาคารมิได้เป็นผู้รับจำนองอีกต่อไปอันจะ ไปร้องขอให้ขายทอดทรัพย์ได้แล้ว
แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีก็รับดำเนินการนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ธนาคารหลอกลูกหนี้ว่า จะประมูลซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดนำมาคืนให้ลูกหนี้ เมื่อธนาคารซื้อทรัพย์มาได้โดยวางมัดจำทำสัญญา ซื้อขายกับกรมบังคับคดีไว้๕% เท่านั้น ก็เอาประกาศมาติดรั้วบ้านอ้างว่าทรัพย์นี้เป็นของธนาคารแล้ว ให้ลูกหนี้ ออกจากทรัพย์ภายใน๓๐วัน ขณะนั้นธนาคารยังไม่ได้รับมอบโอนกรรมสิทธิ์ตามคำสั่งศาลแต่อย่างใด เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่๑๑๖๒/๒๕๖๑ ธนาคารไม่สามารถขับไล่ลูกหนี้และบริวารได้ แต่เมื่อธนาคารรับโอนกรรมสิทธิ์ เป็นเจ้าของ ที่ได้มาจากการกระทำผิดอาญาแจ้งเท็จ แล้ว ธนาคารก็นำเงินที่รับชำระจากลูกหนี้ไปวางชำระคืนให้ที่ สำนักงานวางทรัพย์กรุงเทพมหานคร๑ ในจำนวนที่ตำ่กว่าลูกหนี้ชำระไป โดยไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ทำได้ แต่สนง.วางทรัพย์ กลับยินยอมรับว่าทำได้ แต่ยังไม่ทันที่สำนักงานวางทรัพย์จะแจ้ง ลูกหนี้ให้มารับเงินคืน ธนาคารรัฐแห่งนี้ในอีก ๗ วันถัดมา ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งรัชดา ขอให้ออกหมายตั้งเจ้า พนักงานบังคับคดีตามป.วิแพ่งมาตรา ๓๓๔ ศาลแพ่งจึงออกหมายบังคับคดี ให้ มีใจความว่า “ ด้วยคดีนี้ผู้ร้อง ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ ร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ขับไล่ลูกหนี้……..และบริวาร พร้อมขนย้าย ทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่…..พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ….แต่จำเลยและบริวารไม่ปฎิบัติตาม จึงตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์เข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว (๓)
จะเห็นว่า การตีความวางแนวปฎิบัติของกรมบังคับคดีและศาลในมาตรา๓๓๔ นี้ ในเรื่องที่ไม่ต้อง ออกคำบังคับนั้น ที่สุดแล้วศาลที่ออกหมายบังคับคดีของลูกหนี้คดีนี้ ยังต้องกล่าวถึงการออกคำบังคับของศาลมา ก่อนว่า “ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ขับไล่ลูกหนี้……..และบริวาร พร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่…..พร้อม สิ่งปลูกสร้าง ….แต่จำเลยและบริวารไม่ปฎิบัติตาม”
แสดงให้เห็นว่า ผู้พิพากษา(เวร) ของลูกหนี้ในคดีนี้ยังคงยึดโยงการออกคำบังคับอิงกับการขอออก หมายบังคับคดี แต่ข้อความดังกล่าวมีความผิดพลาด เพราะศาลในคดีเดิมของคดีนี้ ไม่เคยมีการออกคำบังคับขับไล่ ลูกหนี้และบริวารให้ออกจากทรัพย์มาก่อน ผู้พิพากษา(เวร) นำข้อความมาจากไหนว่า “…แต่จำเลยและบริวารไม่ ปฎิบัติตาม” ทั้งที่คำบังคับไม่มีอยู่จริงในคดีลูกหนี้รายนี้
ผู้พิพากษา(เวร) จึงออกหมายบังคับคดีโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่ปฎิบัตินำหมายบังคับคดีมามอบให้ลูกหนี้ทราบ ทำให้ลูกหนี้เสีย สิทธิในการต่อสู้ทางคดี และต่อมาถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานศาล ให้ออกหมายจับ ด้วยหลักฐานกระดาษ เพียงแผ่นเดียวคือสำเนาทะเบียนบ้านของลูกหนี้และบริวารกับข้อความว่า “ ลูกหนี้และบริวารยังคงอาศัยอยู่ใน ทรัพย์” เท่านั้น ศาลก็ใช้มาตรา๓๓๔ นี้ออกหมายจับให้ทันที โดยไม่มีการคุ้มครองสิทธิให้กับลูกหนี้และบริวาร ซึ่ง มิได้อาศัยอยู่ในทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาล เนื่องจากบริวารลูกหนี้เดินทางออกจากประเทศ ไทยไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศตามรายงานการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ปี ๖๑ ยังไม่เคยเดินทาง กลับประเทศไทยนับจากนั้นมาจนหลังวันศาลออกหมายจับ
การออกหมายจับตามกฎหมายมาตรา ๓๓๔ ที่ให้สิทธิพิเศษผู้ซื้อมากมายนี้จึงก่อให้เกิดการละเมิด ศาลออกหมายจับผิดพลาด ทำให้ประชาชนอีกฝ่ายได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและสิทธิเสรีภาพที่ถูกออก หมายจับอันถือเป็นโทษที่รุนแรงที่สุดในทางคดีแพ่ง ถูกบันทึกไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากร และเพื่อจะช่วยให้ผู้ ซื้อซึ่งเป็นธนาคารรัฐซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงละเว้นในการ ปฎิบัติหน้าที่อีกครั้งหนึ่งด้วยการ “ไม่ปิดประกาศให้ผู้มิใช่บริวารของลูกหนี้ได้แสดงอำนาจพิเศษต่อศาล”คุ้มครอง การอยู่อาศัยในทรัพย์ให้ศาลได้พิจารณาถึงสิทธิอันพึงมีพึงได้ของประชาชน โดยกรมบังคับคดีตอบกลับว่า ไม่จำต้องปิดประกาศ มันใช่หรือ
ลูกหนี้และบริวารจึงถูกออกหมายจับโดยไม่เป็นธรรม จากผลพวงของการตีความตามแนวปฎิบัติ ที่ให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์จนเกินขอบเขตกฎหมาย ทำให้ลูกหนี้และบริวารเสียหาย โดยเฉพาะคดีลูกหนี้รายนี้ “ชำระหนี้ จำนองให้ธนาคารแล้วยังถูกออกหมายจับ “ขับไล่” ได้อีก โดยไม่ได้รับการต่อสู้คดี แม้จะร้องขอความเป็นธรรมไป ยังอธิบดีศาลแพ่งเมื่อปี๒๕๖๖ แล้วว่า การบังคับใช้กฎหมายมาตรา๓๓๔ นี้ มีการวางแนวปฎิบัติไว้ เพียงผู้ร้องเป็นผู้ซื้อ ศาลจะพิจารณาเพียงประเด็นเดียวไม่พิจารณาประเด็นอื่น คือ ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์จริงหรือไม่ เท่านั้น แต่คดีของลูกหนี้รายนี้ร้องอธิบดีศาลแพ่งว่า ถูกธนาคารกลั่นแกล้งรับเงินชำระหนี้จำนองไปแล้วแต่ยังมา ร้องขอใช้สิทธิให้ศาลบังคับคดีให้โดยไม่สุจริต อธิบดีศาลแพ่ง แจ้ง เหตุยังไม่เกิด แต่เมื่อศาลปฎิบัติตามแนวนี้จริง ด้วยการ “งดไต่สวน” อธิบดีกลับแจ้งตอบว่า ได้สั่งให้รองอธิบดีอ่านร่างคำพิพากษาก่อนสั่งคดี
แต่ผลที่ออกมาคือ ศาลสั่งขับไล่ลูกหนี้และบริวาร ให้ออกจากทรัพย์ ด้วยการพิเคราะห์ว่า “ใบเสร็จรับเงินที่ลูกหนี้นำมาแสดงนั้นไม่ใช่การชำระหนี้แต่เป็นการชำระค่าธรรมเนียม”

ขณะที่ลูกหนี้อุทธรณ์ ว่า ใบเสร็จรับเงินฉบับหนึ่งที่ศาลอาจมองไม่เห็นแม้จะอยู่ในหน้าเดียวกับใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียม ถูกระบุจาก ธนาคารว่าเป็นใบเสร็จรับเงินชำระหนี้เงินกู้ จำนวนยอดชำระตรงตามกับเอกสารมติคณะกรรมการบริหารหนี้ ธนาคารอนุมัติให้ลูกหนี้ชำระตามยอดเงินดังกล่าว พร้อมตีตราเหนือใบเสร็จว่า “บัญชีปิดแล้ว” จะเป็นใบเสร็จ ชำระค่าธรรมเนียมได้อย่างไร

แต่เพราะเป็นการพิจารณาที่วางแนวปฎิบัติเพียงผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขาย ทอดตลาดเท่านั้น ศาลจะงดไต่สวนและพิจารณาเพียงประเด็นเดียวคือ ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์จริงหรือไม่ เท่านั้น
ทำให้กฎหมายมาตรานี้ถูกนำไปใช้ปฎิบัติโดยไม่ชอบด้วยความเป็นธรรมต่อประชาชนอีกฝ่ายและ ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ซื้อโดยผิดหลักกฎหมาย ที่ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงปรากฏกรณีลูกหนี้ฆ่าผู้ซื้อทรัพย์ ตายหลายรายและอาจจะไม่สิ้นสุดแค่รายล่าสุด ก็เพราะการบังคับใช้กฎหมายและแนวทางปฎิบัติของศาลกับกรม บังคับคดีให้ประโยชน์แก่ผู้ซื้อจนเกินขอบเขตอำนาจและเกินกฎหมายกำหนด
จึงควรต้องไปว่ากล่าวกันต่อไปว่า เป็นการกระทำที่ส่งผลเสียหายต่อลูกหนี้ เป็นการละเมิดบังคับ ใช้กฎหมายไปในทางเจตนาไม่สุจริตต่อลูกหนี้หรือไม่
แต่สาหรับรายลูกหนี้คดีนี้ ถือว่า ได้รับผลกระทบรุนแรงในทุกขั้นตอนของกฎหมายมาตรานี้อย่าง เห็นได้ชัด ซึ่งองค์กรศาลยุติธรรมควรที่จะตรวจสอบว่า ผลของการบังคับใช้กฎหมายนี้ส่งผลกระทบทำให้ลูกหนี้ราย นี้ “ไม่มีที่ซุกหัวนอน จากการคุ้มครองนายทุนฝ่ายเดียว”ด้วยการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาในคดี กระทำการโดย อคติ วางตัวเป็นกลาง และประพฤติปฎิบัติหน้าที่ชอบด้วยข้อบังคับและจริยธรรมข้าราชการตุลาการ หรือไม่ อย่างไร เมื่อหลักฐานที่ปรากฏในคดีมิอาจเปลื่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้


พัชรินทร์ พันธวงศ์

โทร. ๐๘๕๕๕๑๕๖๖๕