ดูหนังเรื่อง billionairs ‘s bunker ทางnetflix แล้ว สนุก แต่ทนไม่ไหว เลือดนักสู้ในกายพลุ่งพล่าน ขืนมีใครมาทำอย่างนั้นกับกูต้อง….กันไปข้าง
เคยคิดเหมือนกันว่า หากมีคดีที่ศาลตัดสิน”ใช้ดุลพินิจ” ผิดพลาดคลาดเคลื่ยน ภาษาคนธรรมดาบอกว่า โ……..แล้วทำให้คู่ความเดือดร้อน จะทำกับศาลนั้นอย่างไรดี
กรณีที่ลุงคนหนึ่งไปกระโดดตึกศาลอาญา….ป่านนี้มีการรับผิดชอบจากองค์กรศาลยุติธรรมไปแล้วอย่างไรบ้าง รัฐบาลสมัยนั้นทำไมจึงปล่อยให้มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นโดยไม่พิจารณา”หยิบยก”คดี ขึ้นมาไต่สวน

ผู้พิพากษาคนนั้นตัดสินคดีความด้วยความชอบของกฎหมาย ใช้ดุลพินิจชอบด้วยจริยธรรม หรือไม่

เราปล่อยให้ศาลตัดสินชีวิตคน ด้วยคำว่า “ชอบด้วยกฎหมายแล้วได้อย่างไร” หากมันไม่ชอบ พิจารณาผิดพลาดแม้คดีจะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ รอตัดสินอีกก็ตาม

แต่หากตัดสินครั้งแรกผิดพลาด อย่างไม่น่าให้อภัยเพราะชีวิตของคู่ความอาจจะเป็นอันตรายได้ องค์กรศาลจะนิ่งเฉยดูดายต่อคำร้องทุกข์ของคู่ความได้อย่างไรโดยไม่ตรวจสอบหาความจริงและสอบสวนว่าจริงหรือไม่ ลำพังช่วยกันปกปิด ปิดบังเรื่องให้ไปถึงก.ต ของ สนง.ฝ่ายวินัยโดยการเห็นชอบของประธานศาลฎีกาว่า “เรื่องไม่มีมูล” นั้นใช่หรือ

การเป็นหน่วยงานที่ไม่สามารถแตะต้องได้ มันจะสร้างความเครียดให้กับปชช.มากแค่ไหน

การปล่อยให้ผู้พิพากษาบางคนได้ใจในอำนาจที่ในหลวงไว้วางใจให้ทำหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธย ไปในทางไม่ชอบ อคติ ผิดจริยธรรมจึงเป็นการล่วงพระราชอำนาจ มีความผิดถึงขั้นตัดหัวหลายชั่วโคตร

และพวกที่ปกป้องควรที่จะมีส่วนร่วมด้วย

ถึงเวลาหรือยังที่จะมีการตรากฎหมายยกระดับตรวจสอบข้าราชการตุลาการ หรือที่เรียกกันว่า ผู้พิพากษาและองค์กรศาลยุติธรรม ได้ ปฎิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ อย่างโปร่งใส อย่างมีความรู้ความสามารถ ดังพระราชหฤทัยที่ในหลวงทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระองค์ ให้บำบัดทุกข์แก่ปชช.ของพระองค์อย่าง”เป็นกลาง เป็นธรรม”

ไหนๆต่อไปนี้ปปช.ก็ออกกฎหมายบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 ตค. 68 ให้ ข้าราชการตุลาการ ตั้งแต่ระดับอธิบดีศาลชั้นต้น ถึง ระดับชั้นประธานศาลฎีกา รวม32ตำแหน่งต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเทียบเท่าองค์การรัฐอื่นๆแล้ว จึงเป็นวิถีทางที่ชอบธรรม อย่างน้อยก็แก้ไขความรู้สึกของปชช.ที่ว่า “เป็นองค์กรที่แตะต้องไม่ได้”แล้ววิธีหนึ่ง

แต่ต่อไปเนื่องจากอำนาจของข้าราชการตุลาการนั้นมีอำนาจมากที่จะสร้างความไม่สุจริต”จากดุลพินิจ”ในการตัดสินคดี ก็น่าที่จะขยายให้ ข้าราชการตุลาการต้องได้รับการยื่นบัญชีตรวจสอบทรัพย์สินทุกตำแหน่ง”

อีกทั้งต้องได้รับการตรวจสอบ”การใช้ดุลพินิจ”ในการบังคับคดีอย่างเข้มงวดกวดขัน และตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปิดกั้นคำร้องของปชช.ด้วยการตอบกลับโดยมิได้ตรวจสอบนอกจากคำเสนอของ”ฝ่ายวินัย”ว่า “ไม่มีมูล”เท่านั้น จบเรื่อง

เป็นเหตุให้การระบาดของ”การเขียนคำพิพากษา”ไม่เป็นไปตามหลักการแล้ว ยังใช้”ดุลพินิจส่วนตน” มากกว่าข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ที่เป็นไปตามหลักฐานในคดี

กรณีนี้จึงเป็นเหตุให้ คู่ความ “ยอมรับไม่ได้”กับคำพิพากษาที่ออกมา

ทำไมประธานศาลฎีกา แต่ละคน จึงไม่คิดจะแก้ปัญหานี้ เพียงแค่ หยิบหลัก “การเขียนคำพิพากษา”ที่ถูกต้องมายึดโยงให้ผู้พิพากษา”ต้องปฎิบัติ” จะมาเขียนคำพิพากษาตัดสินชีวิตและทรัพย์สิน เพียงแค่ไม่กี่บรรทัดจบได้อย่างไร โดยเฉพาะในชั้นศาลฎีกา ยิ่งต้องเขียนคำพิพากษาอย่างละเอียด ครบทุกประเด็น มิใช่เริ่มแต่ต้นว่า “ ไม่รับฎีกา” “คดีไม่มีสาระ” หรือ “ชอบแล้ว” เป็นต้น เป็นการตัดสิทธิของปชช.อย่างง่ายๆเท่านั้น หรือ แม้ว่าจะรับพิจารณาก็ควรรับทุกประเด็น มิใช่เลือกเฉพาะบางประเด็นหยิบมาวินิจฉัยที่เป็นคุณให้กับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ฃึ่งชอบบอกกันนักว่า “ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง”จริงหรือ

พัชรินทร์ พันธวงศ์