เวลาที่ตร.ทำสำนวนคดี เราไม่อาจเห็นสำนวนนั้นส่งไปอัยการ ส่งไปศาล ได้ ว่าใส้ในมันจะถูกต้องตรงกันกับที่เราแนบเอกสารไปให้หรือไม่ อาจจะมีการยัดใส้สิ่งที่เรามิได้ให้การหรือแปลงสารได้ จึงอาจทำให้อัยการหรือศาลได้ข้อมูลผิด แล้วตัดสินในสิ่งที่เราไม่รู้ว่าผิด เช่น การสืบที่เกิดเหตุตร.รายงานจุดที่เกิดเหตุห่างจากจุดที่พยานเห็นเหตุการณ์ในคืนเดือดมืดมีระยะ 50เมตร แต่ความจริงคือ200เมตร อย่างนี้ ถ้าอัยการไม่ใช่พวก นั่งทำงานในห้องแอร์จะไม่มีโอกาสรู้เลยว่ามันเป็นการทำสำนวนที่ผิดข้อเท็จจริงเคสนี้เคยเกิดจริง และเผอิญ อัยการได้รับการขอความเป็นธรรม จึงตรวจสอบและเดินเผชิญสืบในวันณ.เวลาณ.เดียวกับวันเกิดเหตุ จึงพบความจริง  ข้อหา”พยายามฆ่า”จึงตกไปและถูกไม่สั่งฟ้องในเวลาต่อมาเหตุเพราะคนแจ้งความให้การว่าคนถูกกล่าวหา ใช้ปืนลูกฃอง ยืนห่างจากตัว1เมตร แต่ยิงพลาด ตนจึงไม่ตาย 

ฃึ่งอัยการไม่เชื่อ 

อีกคดีหนึ่ง  คดีฉ้อโกง ตร.ส่งสำนวนสั่งไม่ฟ้องให้อัยการ   คนกล่าวหาร้องขอความเป็นธรรม พร้อมแนบเอกสารอีกชุดแบบเดียวกันกับให้ตร.

อัยการตรวจแล้วบอกว่า ข้อมูลเป็นคนละเรื่อง ถ้าดูจากเอกสารเราแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาผิด 

นี่คือบทสะท้อนของการทำสำนวนของการสอบสวนที่ไม่อาจเปิดเผยได้ จึงเป็นช่องทางการทุจริตได้อย่างหนึ่ง