ขอบเขตของดุลพินิจ” และ “ความรับผิดชอบต่อผลของดุลพินิจ

ดุลพินิจของศาล กับความรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

กรณีศึกษาจากศาลแพ่ง : เมื่อคำร้องคุ้มครองชั่วคราวเร่งด่วน ถูกนัดไต่สวนอีกสองเดือน

ผู้เขียนพบกรณีหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งในคดีผู้บริโภคโดยผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เร่งด่วน พร้อมแสดงเหตุว่า ทรัพย์พิพาทถูกนำออกประกาศขายต่อสาธารณะ มีผู้ติดต่อซื้อขาย และมีผู้สนใจเข้าชมทรัพย์หลายราย

ผู้ร้องเห็นว่าหากปล่อยเวลาให้ผ่านไป อาจมีการจำหน่ายทรัพย์แก่บุคคลภายนอก จึงขอให้ศาลพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งกำหนดวันไต่สวนในอีกประมาณสองเดือนข้างหน้า แม้ต่อมาผู้ร้องจะยื่นคำร้องเพิ่มเติมขอให้กำหนดนัดโดยเร่งด่วน ศาลก็ยังคงกำหนดวันนัดเดิมไว้

กรณีดังกล่าวมิได้ถูกยกขึ้นเพื่อวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งของศาลในคดีใดคดีหนึ่ง แต่เพื่อชวนให้สังคมตั้งคำถามว่าวัตถุประสงค์ของมาตรการคุ้มครองชั่วคราวคืออะไร

หากมาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายก่อนเกิดขึ้น การกำหนดนัดไต่สวนในระยะเวลาที่อาจยาวนานจนเหตุแห่งความเสียหายสามารถเกิดขึ้นได้ก่อน ยังคงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือไม่

และหากภายหลังปรากฏว่าความเสียหายที่มีการแจ้งเตือนต่อศาลไว้ล่วงหน้าได้เกิดขึ้นจริง ระบบกฎหมายควรมีวิธีตรวจสอบการใช้ดุลพินิจดังกล่าวอย่างไร

คำถามเหล่านี้มิใช่คำถามเกี่ยวกับผลแพ้ชนะของคู่ความ แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง “ดุลพินิจ” และความรับผิดชอบ” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในสังคมประชาธิปไตย

คือ “มาตรการคุ้มครองชั่วคราวมีขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายก่อนเกิด และกฎหมายคดีผู้บริโภคมุ่งให้ดำเนินคดีโดยรวดเร็ว แต่ในกรณีนี้กลับมีการนัดไต่สวนห่างออกไปจนผู้ร้องกังวลว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้นก่อน”

สังคมมักยอมรับกันว่า ผู้พิพากษามีดุลพินิจในการพิจารณาคดี และดุลพินิจดังกล่าวต้องได้รับความเคารพ แต่คำถามสำคัญคือ ดุลพินิจนั้นมีขึ้นเพื่ออะไร

หากดุลพินิจมีขึ้นเพื่อให้ศาลสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการอำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถามต่อไปว่า เมื่อมีการใช้ดุลพินิจแล้วเกิดความเสียหายที่สามารถป้องกันได้ ความรับผิดชอบควรอยู่ที่ใคร

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเร่งด่วน

มาตรการดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่คดีจะถึงที่สุด เพราะกฎหมายตระหนักดีว่า หากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการคุ้มครอง บางครั้งต่อให้ชนะคดีในภายหลัง ความเสียหายก็ไม่อาจเยียวยาได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น หัวใจของคำร้องคุ้มครองชั่วคราวจึงมิใช่การตัดสินว่าใครแพ้หรือชนะ แต่คือการรักษาสภาพแห่งสิทธิไว้ก่อน

เมื่อคู่ความนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลว่า มีพฤติการณ์อันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย มีการจำหน่ายทรัพย์ มีการเปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์ หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากปล่อยเวลาให้ผ่านไป สิทธิของคู่ความอาจได้รับความเสียหายอย่างยากแก่การเยียวยา ย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับแต่ละฝ่ายอย่างรอบคอบ

แน่นอนว่าศาลอาจเห็นว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอ หรือยังไม่มีเหตุฉุกเฉินถึงขั้นต้องมีคำสั่งทันที นั่นเป็นเรื่องของดุลพินิจที่กฎหมายให้อำนาจไว้

แต่คำถามที่สังคมควรช่วยกันพิจารณาคือ หากภายหลังปรากฏว่าความเสียหายที่มีการเตือนล่วงหน้าไว้แล้วได้เกิดขึ้นจริง ความเสียหายนั้นควรถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลยหรือไม่

การตรวจสอบดุลพินิจของผู้ใช้อำนาจรัฐ มิได้เป็นการก้าวล่วงอำนาจตุลาการ หากแต่เป็นหลักการพื้นฐานของรัฐภายใต้กฎหมาย เพราะอำนาจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายตุลาการ ต่างต้องดำรงอยู่ควบคู่กับความรับผิดชอบเสมอ

คำถามจึงมิใช่ว่า ผู้พิพากษามีดุลพินิจหรือไม่

แต่คือ เมื่อมีการใช้ดุลพินิจแล้วเกิดผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน ความรับผิดชอบต่อผลของดุลพินิจนั้นควรอยู่ที่ใคร และระบบกฎหมายควรมีวิธีตรวจสอบอย่างไร เพื่อให้ประชาชนยังคงเชื่อมั่นได้ว่า ความยุติธรรมมิได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของอำนาจ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของความรับผิดชอบต่ออำนาจนั้นด้วยว่า “ดุลพินิจ” กับ “ความรับผิดชอบต่อผลของดุลพินิจ” ควรเดินคู่กันหรือไม่

พัชรินทร์ พันธวงศ์