ก.ต ไล่ออก 2 ผู้พิพากษา ภาคทัณฑ์ 2 รวม 4ราย ปชช.ร้องถาม คนไม่ดังร้องทุกข์ก.ต ทำไมปัดตก

 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติลงโทษข้าราชการตุลาการ จำนวน 4 ราย  โดยเห็นควรลงโทษภาคทัณฑ์ 2 ราย ไล่ออกราชการ 2 ราย

โดยเอกสารแถลงข่าวผลการประชุม ก.ต. ระบุรายละเอียดการพิจารณาและมีมติแต่ละรายดังนี้ (อ่านภาพข่าวประกอบด้านล่าง)

ประชาชนผู้อาวุโสข้องใจ คนไม่ดังร้องทุกข์ก.ต ทำไมปัดตก ทั้งที่ควรเป็นเรื่องที่ควรจะพิจารณาเนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “การบังคับคดี”ไม่ชอบด้วยหน้าที่และจริยธรรม อคติ ไม่รอบคอบด้วยข้อมูลในคดี ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อคู่ความ

กรณีเรื่องนี้คือ ลูกหนี้ชำระหนี้จำนองให้ธนาคารเสร็จสิ้นแล้ว ธนาคารทำงานผิดพลาด ไม่มีโฉนดมอบคืนให้ จึงไปแจ้งเท็จต่อจพค.ขอให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดแล้วแจ้งลูกหนี้ว่าจะไปประมูลฃื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดมามอบให้ลูกหนี้ แต่ เมื่อฃื้อทรัพย์ได้ไม่ยอมส่งมอบทรัพย์คืนลูกหนี้กลับไปร้องศาลใช้สิทธิผู้ฃื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามมาตรา334ป.วิแพ่ง ให้ออกหมายบังคับคดีขับไล่ลูกหนี้ออกจากบ้าน ต่อมาศาลออกหมายบังคับคดีให้จพค.ดำเนินการขับไล่ เหตุผลว่าลูกหนี้ขัดขืนคำบังคับ ทั้งที่ศาลไม่เคยออกคำบังคับมาก่อนแต่อย่างใด จากนั้นศาลออกหมายจับลูกหนี้และบริวาร ขณะที่ลูกหนี้และบริวารร้องศาลก่อนหน้าว่าธนาคารใช้สิทธิไม่สุจริต รับเงินชำระหนี้ไปแล้ว ขอให้ศาลพิจารณาให้ความเป็นธรรม แต่การณ์กลับเป็นศาล “งดไต่สวน”ทั้งที่ศาลแจ้งว่า เพิ่งมารับคดีวันนี้ จะขอเลื่อน แต่ธนาคารไม่ยอม ศาลจึงขอลงบัลลังค์ไปปรึกษาคดีกับผู้บริหาร จากนั้นกลับขึ้นนั่งบัลลังค์ แจ้งว่า งดไต่สวน ฟังคำสั่งอาทิตย์หน้า ต่อมาศาลมีคำสั่ง “ให้ลูกหนี้และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากทรัพย์”ด้วยเหตุผลว่า “ ไม่ใช่เป็นการชำระหนี้แต่เป็นการชำระค่าธรรมเนียม” ขณะที่หลักฐานของธนาคาร เป็นการชำระหนี้ปิดบัญชี มีการออกใบเสร็จรับเงินให้ไว้เป็นหลักฐาน และธนาคารไม่ได้โต้แย้งเรื่องนี้แต่อย่างใด คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

แต่เนื่องจากคดีนี้ ลูกหนี้เห็นว่า “มีความไม่ชอบธรรม”จึงทำเรื่องร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม แต่ถูกปัดตก อ้างว่า ผิดวินัยแต่ไม่ร้ายแรง และเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาคดีไม่อาจก้าวล่วงได้

อย่างไรก็ตามประชาชนผู้อาวุโส กล่าวว่า หรือเพราะรายนี้เป็นประชาชนคนธรรมดา ไม่มีเส้นสายทางการเมือง ไม่เป็นนายทุน จึงไม่ได้รับความสนใจจาก คนกรองเรื่อง จึงเสนอปัดเรื่องตก “ไม่รับพิจารณา” ทั้งที่เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยหน้าที่และจริยธรรม หรือไม่ หลักฐานในคดีจะปรากฎชัดเจน จึงไม่ควรที่จะปัดตกไปง่ายๆเช่นนี้ ตนจึงเสนอให้ผู้ร้องทุกข์รายนี้ เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับรู้ ว่า การฟ้องร้องโดยใช้มาตรา334 ป.วิแพ่ง ใช้ศาลเป็นเครื่องกำบัง โดยไม่สุจริตเช่นนี้ ส่งผลอย่างไร สมควรแก้ไขกฎหมายมาตรานี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามผู้ร้องทุกข์รายนี้ยังคงใช้เส้นทางปกติทำหนังสือถึงท่านประธานศาลฎีกาให้ทบทวนคำสั่งไม่รับพิจารณาดังกล่าว อยู่ขณะนี้