เรื่องเล่าของการ “ตัดนำ้”กับคำสั่งไต่สวนฉุกเฉิน “ยกคำร้องโจทก์ไม่ได้อยู่ในห้องชุดพิพาทแล้ว”

มันเป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนจิตของความเป็นผู้พิพากษาระหว่างก.ม กับ ความเป็นจริง 

กระทาชายนายหนึ่งร้องขอศาลไต่สวนฉุกเฉินเหตุเพราะถูกนิติบุคคลตัดน้ำ อ้างค้างชำระค่าส่วนกลาง  จึงแจ้งนิติให้ต่อน้ำ เหตุเพราะนิติกระทำการผิดก.มแล้วยังปฎิบัติหน้าที่ไม่ชอบ เรียกค่าส่วนกลางไม่ตรงตามจริงไปถึงสี่เดือน ให้ชี้แจงเท่าไรไม่ยอมตอบ กลับใช้อำนาจตัดน้ำเขาจะทำไม

กระทาชายนายนี้จึงจำต้องออกจากห้องชุด ไปเช่าห้องอื่นพักอาศัยบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวและตนเอง

จากนั้นมาร้องขอผู้พิพากษาให้ไต่สวนและคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้นิติต่อน้ำใช้ก่อนที่ศาลจะพิพากษาความถูกผิดในการตัดน้ำตามรูปคดีในคำฟ้อง

ผู้พิพากษา ยกคำร้อง เหตุเพราะ กระทาชายนายนี้และครอบครัว “ไม่ได้อาศัยอยู่ในห้องชุดพิพาทแล้ว” 

คำถามคือ  ถ้าศาลสั่งให้นิติต่อน้ำ กระทาชายนายนี้สามารถกลับเข้าอยู่ในห้องของตนได้โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า  อาจทำให้ทั้งสองฝ่ายมีสติ ถอนฟ้องและนั่งเจรจายอดจำนวนค้างจ่ายที่แท้จริง กันได้

แต่เมื่อศาลใช้ดุลพินิจตีความ   “ไม่ได้อยู่ในห้องพิพาทแล้ว จึงไม่เดือดร้อนที่จะมาร้องขอใช้สิทธิฉุกเฉิน”  มันเป็นดุลพินิจ ที่น่าคิดว่าแล้วต่อมา หากเขาไม่มีเงินเช่าต่อระหว่างสู้คดีละ แล้วกลับมาอยู่ห้องเขา เขาจะร้องไต่สวนฉุกเฉินได้อีกไหม เมื่อสถานการณ์เปลื่ยนแปลงไป“อยู่ในห้องพิพาทแล้ว” ศาลจะรับไต่สวนหรือไม่ และอย่างไร 

คำตัดสินของผู้พิพากษาเช่นนี้สะท้อนในแง่ของสังคมให้เกิดปัญหาติดตามมาหลายประเด็น บานปลาย 1. ฝ่ายเจ้าของห้อง มีห้องไม่ได้ใช้เพราะไม่มีน้ำอันถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตให้ใช้  2.ต้องไปเสียเงินค่าเช่าเพื่อให้มีน้ำใช้ในชีวิตประจำวันได้ 3.ต้องไปฟ้องศาลเรียกร้องค่าเสียหายจากนิติบุคคล โดยว่าจ้างทนายมาฟ้องคดี แทน อีก

ขณะที่นิติบุคคลก็ต้องจ้างทนายมาสู้คดี หากแพ้ต้องจ่ายค่าเสียหายทั้งเชิงทรัพย์และเชิงจิตใจ 

ฃึ่งไม่รู้ว่าผู้พิพากษาจะตัดสินใช้ดุลพินิจต่างจากคำพิพากษาของศาลฎีกาในเรื่องนี้ไว้หรือไม่อย่างไรว่า  “การตัดน้ำโดยค้างค่าส่วนกลางเป็นการละเมิดสิทธิเจ้าของร่วม” “การค้างค่าส่วนกลางเป็นหนี้เงินที่นิติบุคคลต้องไปฟ้องศาลเรียกให้บังคับหนี้แยกเป็นคดีต่างหาก”

เมื่อวางแนวเช่นนี้ไว้แล้ว หากนิติบุคคลไหน หรือศาลไหน มีคดีขึ้นมาอย่างนี้ องค์กรศาลก็น่าจะวางแนว ให้ชัดเจน และกำหนดทิศทางคดีว่า ควรหรือไม่ที่จะบรรเทาความเดือดร้อนให้เจ้าของร่วม ได้อย่างไร การที่เจ้าของร่วมช่วยเหลือตัวเองเพื่อมิให้เดือดร้อนด้วยการไปเช่าที่อื่นอยู่ก่อนแล้วมาร้องผู้พิพากษาขอไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้มีคำสั่ง”ต่อน้ำ”บรรเทาความเดือดร้อนให้ อย่างน้อยไม่ต้องไปเสียค่าเช่า ให้เดือดร้อนฃ้ำเติมเพิ่มขึ้นไปอีก  

กลับได้รับคำสั่ง”ยกคำร้อง เหตุเพราะ เขาไม่ได้อยู่ในห้องพิพาทแล้ว” ควรหรือไม่ที่จะพิจารณาจากหลักการสภาพความเป็นจริง ความเดือดร้อน และแง่ของแนวทางคำพิพากษาของศาลฎีกาไว้แล้วเช่นนี้ประกอบการใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่ง ยกคำร้อง ดังกล่าว 

เพราะอย่างน้อยอาจจะทำให้”สติ”ของแต่ละฝ่ายหันกลับมานั่งเจรจาก่อนฟ้องได้ 

ปัญหาเรื่องนี้มีมาตลอดโดยเฉพาะปัจจุบัน เศรษฐกิจตกต่ำยอดจำนวนผู้ค้างชำระค่าส่วนกลางสูงเพิ่มมากขึ้น

หากองค์กรศาลจะได้วางแนว ให้ชัดเจน “การตัดน้ำ เหตุเพราะค้างค่าส่วนกลางทำไม่ได้” อย่างน้อยเป็นการให้ความรู้ ในทางก.ม แล้ว ยังช่วยป้องกันความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัยที่กำลังเกิดความลำบากหรือเข้าตาจนไม่ต้องมาเครียดกับการมีบ้าน มีห้อง แต่อยู่อาศัยไม่ได้ 

ที่สำคัญแม้การจ่ายค่าส่วนกลางจะเป็นสิ่งที่ควรต้องกระทำแต่ก็ต้องคำนึงในปัจจัยอื่นประกอบเพื่อการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย และนิติบุคคลตามกฎหมายก็บังคับบีบให้เจ้าของร่วม “ต้องจ่ายด้วยการไม่ออกหนังสือปลอดหนี้”เพื่อไปใช้ในการโอนเปลื่ยนมือกรรมสิทธิ์ได้อยู่แล้ว 

จะไปทำเรื่องให้ผู้พิพากษาใช้ก.ม มาเป็นศรีธนญชัยทำความจริงให้กลิ้งไปกลิ้งมาทำไม