สภาผู้บริโภค’ แจงผลงานต่อวุฒิสภา คาดหวังสนับสนุนงบประมาณ ไม่เพิ่มแต่อย่าตัด 

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา สภาองค์กรของผู้บริโภค โดยน.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้องค์กรของบริโภคน.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสภาผู้บริโภค ได้เข้าแถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2567 ต่อที่ประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 7 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง)

น.ส.บุญยืน กล่าวว่า สภาผู้บริโภคเกิดจากการรวมตัวของ151 องค์กรผู้บริโภค และได้รับสถานะตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 353 องค์กรใน 58 จังหวัดขับเคลื่อนภารกิจผ่านหน่วยงานประจำจังหวัด 20 แห่ง และหน่วยงานเขตพื้นที่ 4 เขต โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้บริโภคกว่า 65,000 คนได้รับการช่วยเหลือ มีคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกว่า 280 คดี และสามารถชดเชยเยียวยาความเสียหายให้ผู้บริโภคได้รวมมูลค่ากว่า 633 ล้านบาท

โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้รับงบประมาณจากรัฐจำนวน 169 ล้านบาท แต่สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยข้อร้องเรียนจนคืนสิทธิให้ประชาชนคิดเป็นมูลค่ารวม 252 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความคุ้มค่าของการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค และสะท้อนบทบาทที่สำคัญของสภาผู้บริโภคในฐานะกลไกหลักด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศ

น.ส.สารี กล่าวว่า ปี 2567 มีการดำเนินคดีเพื่อผู้บริโภคจำนวน 77 คดี คิดเป็นทุนทรัพย์รวม 80 ล้านบาท หนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจคือ กรณีกลุ่มผู้บริโภคที่พบปัญหา “หน้าจอเส้นเขียว” บนโทรศัพท์มือถือซัมซุง ซึ่งนำไปสู่การรวมกลุ่มฟ้องและการเยียวยาได้สำเร็จ นับเป็นตัวอย่างของการใช้กลไก คดีแบบกลุ่มเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค

ภารกิจหลักของสภาผู้บริโภคในปีที่ผ่านมาแบ่งออกเป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การช่วยเหลือผู้บริโภคแบบรายกรณี 2) การดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิ 3) การผลักดันนโยบายสาธารณะ และ 4) การพัฒนาเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคในระดับจังหวัด โดยมีกรณีคดีเด่นอย่างคดีหน้าจอเส้นเขียวของโทรศัพท์มือถือซัมซุง ซึ่งเป็นคดีแบบกลุ่มที่สามารถผลักดันให้มีการเยียวยาผู้เสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญในภาพรวมของปัญหาที่ประชาชนเผชิญ 

สภาผู้บริโภค พบว่า 3 กลุ่มปัญหาหลักที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ 1. ภัยทุจริตทางการเงิน เช่น การโอนเงินผิดบัญชี/ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ 2. การผิดสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และ 3. สินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์

จากปัญหาที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภคได้ผลักดันนโยบายเชิงระบบถึงคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 41 เรื่องใน 9 ด้านหลักที่สภาผู้บริโภคดำเนินงานอยู่ โดยมีความก้าวหน้าหลายประการ เช่น กฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเปิดดูสินค้าได้ก่อนจ่ายเงิน กรณีเก็บเงินปลายทาง ผ่านมาตรการส่งดี เพื่อป้องกันปัญหาซื้อของออนไลน์แล้วไม่ได้ของ หรือได้ของไม่ตรงปก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(กระทรวงดีอี) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เป็นอย่างดี

รวมถึงมาตรการหน่วงเงินก่อนโอนเงิน (Delayed transaction) 

น.ส.สารี ยังกล่าวถึงการผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับสำคัญได้แก่

1.พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ที่บังคับใช้มาอย่างยาวนาน ขณะที่สิทธิผู้บริโภคยังก้าวไม่ทันหลายๆ ประเทศ ที่นำสิทธิผู้บริโภคสากลมาใช้ ซึ่งทำให้ขณะนี้ยังไม่ครอบคลุมสิทธิผู้บริโภคด้านสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังเป็นความท้าทายสำหรับผู้บริโภคไทย รวมถึงตัวกฎหมายยังไม่มีตัวแทนผู้บริโภค อีกทั้งยังไม่มีระบบดิจิทัลรองรับในตัวบทกฎหมายสวนทางกับยุคดิจิทัลที่ก้าวไปข้างหน้า

2.พ.ร.บ.อาหาร ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารได้ทันที ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องบริโภคอาหารที่อาจปนเปื้อนสารเคมีโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เช่น อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งข้อมูลจากกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ของวุฒิสภาที่ไปตรวจสอบผักและผลไม้ ระบุว่าอาหารถึง 70% ไม่ปลอดภัยและตกมาตรฐาน สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้มี “วันเดย์แล็บ(One Day Lab)” หรือห้องแล็บที่สามารถตรวจสอบสารเคมีได้ภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งผลักดันให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับงบประมาณที่เพียงพอในการตรวจสอบ

3.ร่างความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือ’เลมอน ลอว์’ (Lemon Law) เป็นกฎหมายใหม่ที่เสนอให้ผู้บริโภคมีสิทธิ “คืนเงินหรือเปลี่ยนสินค้าใหม่” หากพบว่าสินค้าเกิดปัญหาหรือชำรุดจากการผลิตภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ ซึ่งแนวคิดนี้มีใช้แล้วในประเทศอย่างสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันร่างกฎหมายฉบับนี้ได้บรรจุเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาแล้ว

นางสารี กล่าวต่อว่า สภาผู้บริโภคยังคงเผชิญปัญหาการลดงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ปี 2564 เคยได้รับ 350 ล้านบาท แต่ในปี 2569 ได้รับเพียง 127 ล้านบาท และไม่ผ่านการแปรญัตติเพิ่มจากรัฐสภาแม้ภารกิจการคุ้มครองผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน