สภาทนายความกับงบประมาณของรัฐในการช่วยเหลือปชช

นายกสภาทนายความ  ดร. .บอก  หากสภาทนายความช่วยเหลือปชชทั้งหมดที่มาหา  พวกทนายความจะเอาเงินที่ไหนกิน ที่ไหนใช้  

นี่คือเหตุผล ที่ทำให้สภาทนายความ ต้องระบุความช่วยเหลือว่า“ ต้องเป็นคนจนเท่านั้น” หรือ

แต่หากตอนต่อไปนี้ ท่านนายกฯคนปัจจุบัน ดร.ธนพล เจี้ยง  จะแก้ไขก. จากคำว่า “ยากจน” เป็น “ผู้ได้รับความเดือดร้อน”  ก็จะมองได้ว่า  อำนาจในการตัดสินที่สภาทนายความจะรับช่วยเหลือใครก็จะอยู่ที่การตัดสินของคณะกกชุดนั้นได้และแน่นอนก็อาจจะเป็นผู้ที่คณะกกอ้างว่าเห็นสมควรช่วยกับ เห็นไม่สมควรช่วย  

ฃึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบว่า การช่วยนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดที่ชัดเจนหรือเป็นไปตามอำเภอใจของคณะกก 

การแก้ไขเรื่องดังกล่าว จึงต้องวางหลักเกณฑ์ ให้ชัดเจน  และตรวจสอบได้ว่า บุคคลผู้ได้รับความเดือดร้อนดังที่ว่า  คือ  มีคุณสมบัติอย่างไร

จึงจะไม่อาจบิดไปช่วยเหลือพวกตนเองกันได้ และ  บิดไม่รับช่วยเหลือ เพียงเพราะคนผู้นั้นมิได้ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ กล้ำแดดกล่ำฝน ไปขอรับความช่วยเหลือ

แต่สำคัญว่า   กระบวนการทางความคิด   ไม่ให้ความช่วยเหลือ   มาจากความคิดที่ว่า  แล้วพวกทนายความจะเอาอะไรกินกัน หากสภาจะช่วยปชชทั้งหมดนั้น  มันสะท้อนอะไรได้บ้างจากความคิดเช่นนั้น

การที่รัฐบาลเจียดเงินภาษีของปชช

มอบให้ไว้กับสภาทนายความปีละเป็นร้อยๆล้าน และถูกนำไปใข้จ่ายในการจัดการทนายอาสา” จำนวนมากในแต่ละปีนั้น และที่สุด เมื่อมาปรึกษาแล้ว ก็ต้องกลับไปว่าจ้างทนายความฟ้องคดี สู้คดี อยู่ดีนั้น

และคำปรึกษาที่ว่านั้น ได้มีการตรวจสอบหรือไม่ว่า  ผู้มาปรึกษาได้อะไรกลับไป อย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ 

และหากทนายความที่ต้องกินต้องใช้นั้น  ต่างพากันเรียกค่าปรึกษารายละสามพันสี่พันก่อน แน่นอนละว่าทนายอาสาอาจเป็นที่หวังพึ่งพิงแก่ปชชได้ 

แต่หากสภาทนายความจะพิจารณาว่าสมควรไหมที่ทนายความจะเรียกค่าที่ปรึกษาหรือแนะนำ เป็นศูนย์  ก็จะช่วยประหยัดเงินภาษี คืนให้รัฐบาลกลับไป

แต่ด้วยความคิดว่า ทนายความของผมจะเอาอะไรกินอะไรใช้   อาจเป็นกำแพงกั้นให้สิ่งที่สภาทนายความทำงานทุกวันนี้เพื่อช่วยพวกเดียวกัน มากกว่าปชชหรือไม่  

เมื่ออัยการมีหน่วยงานคุ้มครองสิทธิ เมื่อก.ยุติธรรม ก็มีหน่วยงานคุ้มครองสิทธิ เช่นกัน  ก็น่าจะเอาเงินจากสภาทนายความคืนกลับมาตั้งเป็นหน่วยงานช่วยเหลือปชชให้กว้างขึ้นกว่าหรือไม่ 

อย่างน้อยปชช.จะได้ข้อมูลไปจ้างทนายความได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าที่เรียกว่า “ปรึกษา” และค่าทนายความที่เรียกกันจนปชช.ขยาดไปทั้งปทว่า “แพงฉิบหาย” 

ที่สำคัญว่าเรียกแพงแล้ว เสือกแพ้คดี หรือ ฝีมือ ความรู้ ไม่ได้ตามหลักมาตรฐานวิชาชีพนี่ มันก็น่าช้ำใจ มากทีเดียว

และหากจะร้องไปคณะกกมรรยาททนายความ ก็ใช่ว่าจะตรวจสอบเอาผิดได้  ก็เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นคือ ปกป้องพวกเดียวกันไว้ก่อน

บ้านเมืองเราจึงก้าวไปตรงไหน สิ่งที่ปชช.ควรจะได้รับความเป็นธรรมจึงเป็นไปได้ยาก  เพราะคำว่า “พวกผม พวกกู” นี่แหละ 

และหากปชชทั้งปทจะรวมตัวว่า “พวกผมพวกกู” บ้าง  คงจะปรับเปลื่ยนอะไรได้ไหม   อย่างน้อย การบังคับใช้ “สัญญาว่าจ้างทนายความ” ฉบับมาตรฐาน ที่ .ยุติธรรม กำหนดออกมาแล้ว แต่ไม่ถูกบังคับใช้  เพราะไปไม่ถึง สภาทนายความ  หรืออย่างไร  

อีกทั้งค่าว่าจ้างทนายความ พวกผม ก็มิได้ถูกหยิบยกเข้าไปว่า ราคาที่สมเหตุสมผลในการว่าจ้าง ขอบเขตงาน ขอบเขตวิธีการทำงาน ถูกระบุไว้บังคับใช้เป็นไปตามการทำงานจริงหรือไม่

อย่างน้อยปชชจะได้เชื่อมั่นว่า การว่าจ้างทนายความ  จะได้ทนายความที่มืออาชีพมาทำงานให้  มิใช่เป็นทนายความมือปืนคิดเอาแต่เงินจากลูกความฝ่ายเดียว ส่วนคดีจะเป็นอย่างไรช่างหัวลูกความ

อย่างนี้ควรไหมที่ทนายความพวกผม

ควรจะหากินกันแบบนี้ 

ต้องถามท่านนายกสภาทนายความ คนปัจจุบันเสียแล้ว