เมื่อเกิดสมาธิแล้วนี่ก็จะต้องมีการอบรม
เราคิดว่าเราทำสมาธิแล้วทำไมมันหายไป ทำสมาธิแล้วมันหายไปไม่เห็นได้อะไร ทำมาตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ทำมาตั้งหลายครั้ง ทำมาตั้งนานมันหายไปไหนหมด มองดูแล้วก็ไม่เห็น สิ่งที่ไม่เห็นนั่นแหละอัศจรรย์

อัศจรรย์อะไร
เพราะว่าเมื่อเราทำสมาธิดูเหมือนหายไปนั้นแท้ที่จริงมันได้
มันมีความหมายทุกครั้งของการทำสมาธิ

ทำไมถึงมีความหมาย
เพราะเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วมันจะเป็นออโตเมติกผลิตพลังจิตไปในตัวเสร็จ ผลิตพลังจิตแล้วก็สะสมไว้ที่จิต
เมื่อสะสมไว้ที่จิตแล้วก็เป็นการถาวร
เมื่อเป็นเช่นนั้นการจะทำสมาธิจึงเป็นหนทางที่ทำกิเลสให้เบาบางลงไปเป็นอันดับแรกในการวางพื้นฐาน

การทำสมาธิจำเป็นที่จะต้องวางพื้นฐานให้ดี
การวางพื้นฐานให้ดีนั้นเราโดยมากใจร้อน

พอทำสมาธิแล้วก็อยากจะไปนิพพานเลย มันไม่ได้ มันจำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอน จำเป็นต้องมีระดับ

ขั้นตอน ระดับเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เราจะมาตบแต่งเอาไม่ได้
เราจะมาคิดเอาไม่ได้ เราจะมาคำนวนเอาไม่ได้
แต่มันจะต้องเป็นไปตามความเป็นจริง

การทำสมาธินี่คือของจริง ของจริงมันก็จะต้องเป็นไปตามลำดับ คือลำดับขั้นตอนของมันที่จะบังเกิดขึ้น
เราทำเท่านี้พลังจิตเกิดขึ้นเท่านี้ เราทำเท่านี้พลังจิตเกิดขึ้นเท่านี้ อันนี้เป็นสิ่งที่ตายตัวแก่แต่ละบุคคล

เพราะฉะนั้นการที่เราจะคิดด่วนได้หรืออยากจะทำให้สำเร็จเร็ว ๆ เวลานี้ความทุกข์มากอยากจะสำเร็จเร็ว ๆ ยิ่งไม่สำเร็จ

เพราะว่าความสำเร็จมันต้องเป็นไปตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามความนึกคิดเอาของเรา
การนึกคิดหรือว่าการที่ทำให้จิตของเราต้องชะลอ หรือล้าหลัง หรือชะลอความก้าวหน้า ก็คือความโลภ
เป็นความโลภที่อยากจะพ้นทุกข์เร็ว ๆ อยากจะได้เร็ว ๆ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “โลโภ ธัมมานัง ปะริปันโถ” ความโลภเป็นอันตรายต่อธรรม

เป็นอันตรายนั้นไม่ใช่เป็นอันตรายทำให้มนุษย์ไปตกนรก แต่ว่าทำให้เกิดความล่าช้าเท่านั้น
เพราะฉะนั้นเราต้องอาศัยความจริงเป็นหลัก

จากหนังสือ ธรรมะรุ่งอรุณ ๒ หน้าที่ ๗๘
พระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

สวนพนาสนธิ์ ๓/ศูนย์สัมมนาป่าพนาสนธิ์-แบ่งปัน
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

๖๐.๑๒.๒๔