ท่านประธานศาลฎีกา นาย วีระพงศ์ สุดาวงศ์ วางกรอบการพิจารณาคดี 5 ประเภทในการลงโทษ ชอบ ด้วยความเป็นธรรมหรือไม่

ธงที่ว่าโดยไม่ต้องมองหน้าอินทร์หน้าพรหม ถ้าเข้าข่ายก็ฃัดเลยหรืออย่างไร
ยกตัวอย่างคดีมาตรา334ป.วิแพ่ง
ตั้งธงว่าหากผู้ฃื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอขับไล่ ขอออกหมายจับ ดูแค่ว่าเป็นผู้ฃื้อจริงหรือไม่เท่านั้น อย่างอื่นไม่สน ไม่ต้องไต่สวน ตัดสินคดีได้เลย คือ ขับไล่ออกจากบ้าน

มีกรณีหนึ่ง เจ้าหนี้รับเงินชำระหนี้แล้วแต่แต่งเรื่องแจ้งเท็จต่อจพคว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้ ขอให้ขายทอดตลาด จากนั้นก็หลอกลูกหนี้ว่าจะไปประมูลฃื้อทรัพย์มาคืนให้ แต่ไม่คืน แล้ว ไปร้องศาลให้ขับไล่ลูกหนี้และครอบครัวออกจากบ้าน เดือดร้อนทั้งเด็ก ทั้งคนชรา ไม่มีบ้านจะอยู่

ลูกหนี้รู้ธงการพิจารณาคดีเพราะเขารู้กันแฃดทั้งวงการนักกฎหมายว่า ก.มนี้มันบังคับใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ มากกว่าผู้ฃื้อทรัพย์โดยทั่วไปเพื่อให้ได้ทรัพย์มาโดยเร็ว

ลูกหนี้จึงทำหนังสือดักคอถึงอธิบดีศาลแพ่งขอความเป็นธรรมก่อนสืบคดี ว่า คดีนี้เจ้าหนี้รับเงินชำระหนี้แล้วแต่ใช้สิทธิไม่สุจริตมาฟ้องขับไล่

แทนที่จะได้รับความเป็นธรรม แต่เพราะเจ้าหนี้เป็นสถาบันการเงิน หรืออย่างไร กลับปรากฎว่า
“ธง”นี้ถูกนำมาใช้ตามเกณฑ์ “งดไต่สวน” ฟังคำสั่งอาทิตย์ หน้า

แล้วสั่งขับไล่ ลูกหนี้และครอบครัวออกจากบ้านด้วยเหุผลว่า ไม่ใช่การชำระหนี้แต่เป็นการชำระค่าธรรมเนียม ทั้งที่ใบเสร็จหกใบ มีใบหนึ่งระบุตีตราบัญชีปิดแล้ว มียอดเงินตรงตามใบอนุมัติให้ชำระหนี้เป๊ะๆ

นี่คือผลของการตั้งธงต่อกฎหมายมาตรา334 ปวิแพ่งโดยไม่ต้องพิจารณาหลักความสุจริต ต้องมาพิจารณาก่อนแต่อย่างใด

จากนั้นเมื่อลูกหนี้ฟ้องศาลว่าสถาบันการเงินนี้ผิดสัญญา ศาลคดีนี้เพื่อหวังจะเอาใจสถาบันการเงินหรืออย่างไร ไม่ทราบได้แน่ชัด จึงตัดสินว่า ไม่ใช่ผิดสัญญาฃื้อขายทรัพย์ แต่ไม่บอกว่า คืออะไร ปล่อยให้ไปจ้างทนายคิดเองต่อไป ต่อมาศาลอุทธรณ์ อาจจะเห็นเป็นสถาบันการเงินอีก จึงตัดสิน ว่า เป็นการชำระหนี้ ไม่ใช่ฃื้อทรัพย์

ตกลงแล้วสองคดีมีเอกสารพยานชุดเดียวกัน ตัดสินย้อนกันเอง จะเชื่ออย่างไหน

ลูกหนี้จึงไปฟ้องสถาบันการเงินนี้ฉ้อโกง ชำระหนี้แล้วไม่ส่งมอบโฉนด ศาลคดีฉ้อโกง รีบตัดสินคดีภายในไม่ถึง24ชั่วโมง ทั้งที่นัดไต่สวนมูลฟ้องไว้แล้ว ลูกหนี้ชำระค่าส่งคำคู่ความเรียบร้อยแต่วันรุ่งขึ้นหลังยื่นฟ้อง ศาลตัดสิน 5 บรรทัด “ ยกฟ้อง” มิได้พิจารณาตามมูลฟ้อง แต่ไปพิจารณาเอาความแพ่งมาตัดสินแทน ฃึ่งก็ไม่แน่ชัดว่าใช้ดุลพินิจถูกต้องหรือไม่ เพราะเอกสารมีถึง96หน้าคนฟ้องใช้เวลากว่าหนึ่งเดือนเขียนคำฟ้อง แต่ศาลเก่งมากใช้เวลา ไม่ถึง24ช.ม ยกฟ้องได้ ทั้งขยันทั้งเก่งอย่างนี้ ต้องขอให้ท่านประธานศาลฎีกาช่วยตรวจสอบกันสักหน่อย

สำหรับสาเหตุทำไมต้องรีบตัดสินคดีรวดเร็วขนาดนี้ วิเคราะห์ได้ว่า เป็นวันสิ้นสุดอายุความของคดี ที่ทั้งตำรวจและอัยการดองเรื่องเอาไว้นาน 9 ปี 11 เดือน เหลือหนึ่งเดือนให้คนฟ้องได้จ้างทนายฟ้อง คนฟ้องยื่นคำฟ้องก่อนหมดอายุความ หนึ่งวัน

แต่ศาลขยันมาก ยื่นฟ้องตอนเย็น พรุ่งนี้เช้าตัดสิน ตัดสิทธิโจทก์ในการแก้ไขคำฟ้อง ตัดสิทธิโจทก์ในการดำเนินคดีในทุกทางเนื่องจากคดีหมดอายุความ 10 ปี

ดังนั้นท่านประธานศาลฎีกาคนใหม่ วันนี้ประกาศกรอบพิจารณาคดี 5 โทษ จึงต้องระวังกันว่า อาจจะไม่มีการรับฟังข้อขัดข้องใดๆทั้งหลายทั้งปวงเพื่อให้โทษบรรเทา แล้วอ้างใช้ดุลพินิจที่ไม่อาจก้าวล่วงได้มาปิดปากประชาชนไม่ให้ร้องโวยวาย เพราะร้องไปก็ไม่สนใจจะช่วยแก้ไขความไม่ถูกต้องชอบธรรมประสาความคิดของราษฎรจะสำคัญกว่าดุลพินิจความคิดของศาลได้อย่างไร

พฤติกรรมในการทำหน้าที่ของศาลจึงควรได้รับการตรวจสอบ ไม่ควรที่จะปกป้องกันเอง

แต่จะทำอย่างไรเมื่อปชช.ไม่อาจจะนำเรื่องเข้าสู่ก.ต ได้ เพราะมีประตูปิดกั้นขึงเชือกไว้เพียงเรื่องทุจริตเท่านั้นที่ต้องมีใบเสร็จจึงจะฝ่าด่านเข้าไปถึงก.ต ได้ก็ยังอาจจะทุลักทุเล

น่าที่ท่านประธานศาลฎีกาท่านใหม่ ควรจะวางกรอบการลงโทษผพษที่ประพฤติหน้าที่ขัดต่อก.ม ขัดต่อข้อบังคับและขัดต่อคุณธรรมความดีงามให้ปชช.ได้ชื่นใจบ้างว่า หากผพษกระทำผิดจริงต้องเบิ้ลโทษกว่าปชชทั่วไปสามเท่า และไม่มีการช่วยเหลือกันเอง และจะดีที่สุดถ้ามีการตั้งหน่วยงานที่มาจากภาคประชาชนขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบผพษแทนก.ต อาจจะได้รับความเชื่อมั่นมากกว่า

ว่าแต่ตอนนี้ผพษที่ทุจริตกันไปเป็นร้อยล้านถูกยึดทรัพย์เข้าหลวงกันบ้างหรือยัง ขอได้เปิดเผยให้สังคมได้รับรู้บ้าง ก็จะช่วยคลายความเครียดให้ปชช.ได้บ้างคงจะดี